| chuka[มิบุ]'s profilePANIC ROOM:ห้องเก็บของขอ...PhotosBlogLists | Help |
|
April 18 [My Girl Serie Short Fan Fiction]Let it Smile{ความในใจของซอจองวู}Title: Let it Smile {ความในใจของซอจองวู} Category: So Jongwoo Point of View Paring: Gongsan/Jongwoo [My Girl Serie] Rate: G: กุ๊กกิ๊กน่ารักหวานแหวว ไม่มีฉากร่วมเพศ คำหยาบคาย และความรุนแรง Talking: ก่อนอื่นต้องขอโทษแฟนละครเรื่อง My Girl ด้วยนะคะ ที่มิบุต้องเอาพระเอกและพระรองมาจิ้นวายเยี่ยงนี้ อยากบอกว่าเรื่องนี้มันจิ้นได้หลายฉากสุดๆเลย ขอโทษจริงๆที่มิบุเป็นสาววาย แต่เรื่องนี้มันไม่ได้วายรุนแรงเท่าไหร่(เหรอ?) ก็แหมดูดีๆก็เหมือนเป็นห่วงกันตามประสาเพื่อนเท่านั้นเอง อิยะฮะฮะฮะ ฟิคนี้ใช่เวลาแต่งแค่ 1 วัน ความยาว 4 หน้า word มิบุเอาชื่อเรื่องมาจากชื่อเพลงโปรดของมิบุ ชื่อ Let it smile ของ Misia เป็นเพลงภาษาญี่ปุ่น ตอนพล๊อตฟิคมิบุก็มีพล๊อตแค่ว่าจองวูทำให้กงซันยิ้ม เลยนึกถึงชื่อนี้และเพลงนี้ขึ้นมาพร้อมกันเลย ฟิคเรื่องนี้ก็เลยใช้ชื่อนี้ แถมเนื้อเพลงยังคล้ายเนื้อเรื่องอย่างไม่ได้ตั้งใจซะด้วย จะว่าไปมิบุเคยแต่งฟิคดงบังโดยใช้เพลงนี้เป็นธีมเหมือนกัน แต่แต่งไม่จบ กงซันจองวูเลยได้ไปก่อน และเพราะมีเพลงเป็นธีมเรื่องนี้จึงใช้วิธีการเขียนแบ่งวรรคเหมือนเนื้อเพลง ก็เลยออกจะแปลกซักหน่อย อ้อ อัพโหลดธีมซองให้ฟังด้วยลองโหลดไปฟังดูนะคะ Let it Smile ของ Misia คลิ๊กที่นี่ Warning: Short Fiction คือ "เรื่องแต่ง" ที่มีความยาวไม่เกิน 3 ตอน มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Yaoi หรือ Boylove ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ลึกซื้งระหว่างเพศชายด้วยกัน หากใครไม่ชอบกรุณาปิดไปซะ อนึ่งฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการส่วนตัวของผู้เขียนล้วนๆ อย่าคิดมากนะจ้ะ ก็บอกแล้วว่ามันคือเรื่องแต่งไม่ใช่เรื่องจริง เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เราเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน วันหยุดก็ไปเที่ยวด้วยกัน และชอบไปตีสควอชด้วยกัน แค่สองคน แค่เราสองคน ตัวผม กับเขา ซอจองวู กับ ซอลกงซัน
กงซันเป็นคนที่ขยันและเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาติดนิสัยเข้มงวดและเจ้าระเบียบจากปู่ ซึ่งกงซันชอบปฏิเสธเสมอว่าเขาไม่เหมือนคุณปู่ของเขาสักนิด ความรู้สึกรับผิดชอบของกงซันที่คุณปู่ถ่ายทอดให้ ทำให้กงซันเป็นคนยิ้มยาก ผมถึงชอบแกล้ง ชอบแหย่ให้กงซันแสดงสีหน้าอื่นๆ เหมือนที่คนทั่วไปแสดงออกมาบ้าง นอกจากทำหน้าเฉยๆ กับเอาคิ้วมาพันกัน
กงซันก็คงจะรู้ละมั๊งว่าที่ผมชอบแกล้ง ชอบแหย่ เพราะอะไร กงซันถึงแอบยิ้ม แอบหัวเราะเมื่อผมเดินหนี หรือหันหน้าไปอีกทาง โดยไม่ให้ผมรู้ แต่ผมก็รู้หรอกน่า ก็พวกเราสนิทกันมากๆเลยนี่ แค่รอยยิ้มของกงซันที่วาดขึ้นน้อยๆบนใบหน้าของกงซันเพียงชั่ววูบ ก็ทำให้ผมรู้สึกดี และสบายใจมากๆแล้ว ตอนนั้นผมเลยคิดว่า ผมจะทำให้กงซันยิ้มเยอาะๆ และจะไม่ให้เขาต้องเศร้าเวลาที่อยู่กับผม คิดแค่นั้นจริงๆนะ...
หลังจากนั้นกงซันก็ร่าเริงอย่างเด็กทั่วไป ทำให้คุณพ่อคุณแม่ และป้าโบรา กับคุณซางจี สบายใจขึ้น ทุกครั้งที่ผมไปเล่นกับกงซันที่บ้านคุณปู่ ป้าโบราจะชอบบอกผมว่า “ถ้าไม่มีจงวู...ป้าคงไม่รู้ว่ากงซันยิ้มเป็น” ผมเลยคิดว่า มีแต่ผมคนเดียวนี่แหละที่ทำให้กงซันยิ้มได้ นี่ผมหลงตัวเองมากไปรึเปล่า...
แล้วจู่ๆผมก็เริ่มรู้สึกว่ากงซันแปลกๆไป โดยเฉพาะรอยยิ้มของเขา กงซันเริ่มยิ้มมากขึ้น แต่บางครั้งก็เหม่อลอย เหมือนคนที่กำลังมีความรัก แต่คงไม่จริงหรอก ถึงสาวๆจะชอบกงซันมากพอๆกับที่ชอบเขา แต่กงซันก็ไม่ได้สนใจใคร ...ไม่สิ...มีอยู่คนนึง...คิมเซฮยอน ดาวของชมรมเทนนิส... ช่างเถอาะ ถ้าเกิดว่าเธอจะทำให้กงซันยิ้มได้มากกว่าที่ผมทำได้ ผมก็ยินดีที่จะให้พวกเขารักกัน แย่ชะมัดเลยนะ ที่วูบนึงผมก็อิจฉาเธอ มันควรที่จะเป็นผมมากกว่าที่ทำให้กงซันยิ้ม ฮะฮะฮะ...ผมหัวเราะ แต่ผมไม่เข้าใจตัวเองสักนิด ที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้เพราะหวงเพื่อน หรือ หึงเพื่อนกันแน่
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อคิมเซฮยอนค่ะ” คิมเซฮยอนกำลังแนะนำตัวให้กับทุกคนในบ้านคุณปู่ คิมเซฮยอนเป็นเด็กผู้หญิงที่สวย และน่ารัก แม้ว่าเธอจะตัวใหญ่ไปหน่อยเมื่อเทียบกับสาวเกาหลีคนอื่นๆ เพราะความที่เธอเป็นนักกีฬา แต่เพราะกงซันตัวโตกว่า และยังหน้าตาหล่อ มาดขรึม ดูแล้วเหมาะสมกันมาก คุณพ่อ คุณแม่ ป้าโบรา แม้แต่ตัวคุณปู่ก็ยังชื่นชมเธอ คุณซางจี ก็ยังยิ้มมองดูพวกเขาอย่างเอ็นดูแล้วก็ชื่นชม ส่วนคุณแม่ของผม ก็เหน็บแนมป้าโบราที่เอ็นดูว่าที่หลานสะใภ้อย่างออกหน้าออกตา แค่ในใจก็คิดชื่นชมอยู่ แล้วผมหละ ซอจองวูคนที่เป็นเพื่อนสนิท เพื่อนรัก เพื่อนตาย ของซอลกงซัน ผมควรจะทำยังไง ไม่ยากเลย ผมก็แค่ยิ้มและยินดีกับเขา ก็แค่นั้นเอง
เซฮยอนเข้ามาในชีวิตของกงซันมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เขายิ้มมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้ามาของคิมเซฮยอน ไม่ได้ทำให้ผมต้องห่างจากกงซัน เซฮยอนต้องไปซ้อมเทนนิสบ่อยๆ เพราะเธอต้องไปแข่งตามที่ต่างๆ แต่ถึงจะห่างกันก็ไม่ทำให้ความรักของเซฮยอนและกงซันต้องสั่นคลอน พวกเขายังโทรหากัน บางครั้งก็ไปทานข้าวด้วยกัน และยังซื้อสร้อยคอแทนใจให้ด้วย ตอนนี้กงซันคงมีความสุขมากๆ ผมก็มีความสุขที่เขามีความสุข โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวว่า ความสุข จะหายไป
วันนั้นแม่ผมรับโทรศัพท์ที่ป้าโบราโทรมาบอกว่าพ่อกับแม่ของกงซันประสบอุบัติเหตุ ผมกับแม่รีบไปโรงพยาบาลทันที ที่โรงพยาบาล หน้าห้องฉุกเฉิน สีหน้าของแต่ละคนไม่สู้ดี โดยเฉพาะศิลปินสาวผู้มีอารมณ์อ่อนไหวอย่างป้าโบราที่ร้องไห้จนตาและจมูกแดงไปหมด แม่เข้าไปคุยกับป้าโบราและคุณปู่ ส่วนผมเดินไปหากงซันที่ยืนก้มหน้าอยู่เงียบๆ แล้วตบบ่ากงซันเพื่อปลอบใจ ไม่นานหมอก็ออกมา แล้วบอกกับพวกเราว่า “เสียใจ” พ่อแม่ของกงซันตายแล้ว
หลังจากพ่อแม่ตายกงซันก็จัดงานให้พวกเขาอย่างดี ผมกับแม่ไปช่วยทุกวัน ทุกวันผมเห็นกงซันมีใบหน้าที่เฉยเมยคล้ายกับแต่ก่อน ที่ว่าคล้าย เพราะแววตาตอนนั้นไม่เหมือนกับตอนนี้ ตอนนี้กงซันกำลังร้องไห้ เพียงแต่ไม่มีน้ำตาจะหลั่งออกมา ก็แค่นั้น
เวลานั้นผมคิดว่าผมควรจะให้กงซันสบายใจขึ้นบ้าง ผมนึกถึงผู้หญิงที่ทำให้กงซันยิ้ม ผู้หญิงที่เป็นแฟนของซอลกงซัน และผู้หญิงที่ไม่เคยปรากฏตัวในงานศพตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย คิม เซฮยอน ผมโทรไปหาเธอ เพราะผมคิดว่าเธออาจยังไม่ทราบ เธอทราบ และเธอก็บอกผมว่าเธอยังยุ่งกับการเตรียมตัวไปแข่งขันเทนนิสอาชีพของเธอ แต่ผมมองว่ามันคือข้ออ้าง งานศพมีหลายวัน เธอก็รู้นานแล้วจากปากของกงซัน แต่เธอไม่มา วินาทีนั้นผมถึงเข้าใจ คิมเซฮยอนไม่ได้รักซอลกงซันเหมือนที่ซอลกงซันรักคิมเซฮยอน ผมจึงต่อว่าเธอ เธอบอกให้ผมเข้าใจ ว่าเธอต้องเลือกอนาคตของเธอ แต่ผมไม่เข้าใจสักนิด ถ้าเธอรักกงซัน ก็ควรเป็นกำลังใจให้เขาในเวลาที่เขาท้อแท้ คนที่รักกันเขาไม่ทำแบบนี้
ในที่สุดเธอก็หายไป เธอบอกเลิกกงซัน เธอทิ้งเขาไปเมืองนอกเพื่อตัวของเธอเอง ทุกคนในบ้านคุณปู่และบ้านผมรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ พวกเราทุกคนเกลียดคิมเซฮยอน เกลียดที่เธอทำให้กงซันเศร้า เกลียดที่เธอเอารอยยิ้มของกงซันไปจนหมด กงซันกลายเป็นคนเย็นชาอีกครั้ง
กงซันกลายเป็นคนบ้างาน และเข้มงวด ผมไม่ชอบจริงๆที่กงซันเป็นแบบนี้ อยากให้เขายิ้มเหมือนก่อน ไม่ต้องเท่าตอนที่อยู่กับเซฮยอน แต่ยิ้มเหมือนตอนเด็กๆที่เราเล่นด้วยกัน อยากให้เป็นแบบนั้น ผมจะทำยังไงดีนะ
ผมนั่งคิด ยืนคิด นอนคิด เดินคิด คิด คิด คิด ในที่สุดก็คิดออก
กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง “กงซันนี่ป้าเองนะ...” “ครับ” “เจ้าตัวดีมันหายไปไหนก็ไม่รู้ ช่วยป้าตามหาหน่อยได้ไหม” “ครับ...ผมจะจัดการให้ครับ” กงซันวางหูโทรศัพท์ พร้อมรอยยิ้มน้อยๆเช่นวันวาน
Fin
Let it smile Extra ความในใจของซอลกงซัน
ทุกครั้งที่จองวูมาที่บ้านจะไม่ยอมกลับ เพราะเขาไม่มีพ่อ คุณป้าซอก็ทำงานหนัก จองวูเลยต้องไปแอบ ผมก็หาจองวูเจอทุกที ทุกครั้งที่เจอจองวูผมก็จะยิ้มด้วยความโล่งใจ ตอนนี้ผมรู้ว่าจองวูอยากให้ผมยิ้ม จองวูอยากให้ผมสบายใจ ก็เลยต้องหนีไปเที่ยวให้ผมตามหาบ่อยๆ
วางใจเธอซอจองวู ซอลกงซันยิ้มได้แล้ว
Fin-Let it smile Extra ความในใจของซอลกงซัน April 13 Korean Boom ตอน Lee Hyori มีดีมากกว่า Sexyจากเดิมที่คิดชื่อ Entry ไม่ออก นับวันชักจะตั้งชื่อแต่ละ Entry ได้เวอร์ขึ้นทุกทีๆ
ถึงวันนี้เราจะยังเขียนอะไรไม่ออกเช่นเคยแต่ก็จะขอเขียนเรื่องเพลงที่เราฟังไปเรื่อยๆก็แล้วกันนะจ้ะ
เมื่อชื่อเอ็นทรี่เป็น "Korean Boom" ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวันนี้มิบุจะมาแนะนำเพลงเกาหลี ของเธอคนนี้
Lee Hyori (อี ฮโยรี) ค่ะ
มิบุรู้จักและฟังเพลงของเธอเพราะช่วงนึงมิบุเข้าเว็บปิงบุ๊คไปเช็คข่าวเทพดงบังชินกิและลิงซุปเปอร์จูเนียร์บ่อยๆ แล้วเว็บนี้เขามีMVเพลงเกาหลีและฟังเพลงแบบออนไลน์ด้วย นอกจากนี้คลิปอื่นๆอย่างโฆษณาและรายการทีวี รวมถึงไลฟ์ต่างๆ เขาก็หามาให้ชม แถมยังอัพเดตมากๆค่ะ แต่มิบุไม่ค่อยดูในเว็บเท่าไหร่ มิบุจะดูรายชื่อเอ็มวีแล้วไปเสริชหาใน ยูธูป แต่ตอนนี้ยูธูปโดนบล๊อคเราคงต้องเปิดดูในนั้นเลย แต่ถ้าจะเปิดดูมิบุจะใช้ IE แทนจิ้งจอกไฟ เพราะ จิ้งจอกไฟมันดูเอ็มวีกับฟังเพลงในนั้นไม่ได้ค่ะ เมาท์ออกปากอ่าวไป เอาเป็นว่าเราดูคลิปโฆษณาโทรศัพท์มือถือ Samsung Anycall ชุด Anystar ซึ่งมีอีจุนกิ เล่นเป็นพระเอกมิบุก็เลยดู ถึงจะฟังไม่ออกซับไตเติ้ลก็ไม่มี แถมโฆษณายังยาวมากเหมือนดูละครสั้นๆอยู่แต่มิบุก็ชอบ อีจุนกิเท่ห์ค่ะ แล้วก็ทำให้มิบุพลอยสนใจอีฮโยรีไปด้วย เพราะอีฮโยรีเต้นเก่ง เต้นสวย แถมยังหุ่นดีมากๆ ส่วนสวยเธอก็สวยอยู่แล้วแหละ อีกอย่างเธอเป็นนักร้องหญิงที่ขายดีมีคนชอบเธอเยอาะนะ อย่างที่บอกไปแล้วว่านอกจากเธอสวยเธอยังทีความสามารถ โดยเฉพาะการเต้น หลังจากดูโฆษณาชุดนี้ฉันก็ลองหาโฆษณาของเธอในยูธูปเพราะเธอถ่ายโฆษณาหลายชุด โดยเฉพาะ Samsumg Anycall ที่เธอเล่นโฆษณาให้หลายชุด แต่ฉันขี้เกียจดูเพราะมันค่อนข้างยาว ฉันเลยเลือกดูเอ็มวีแทนเพลงที่ดูคือ 10Minute เป็นเพลงสไตล์ฮิปฮอบหน่อยๆ เราโหลดเพลงนี้เก็บไว้ในเอ็มพีสามของเราด้วยหละ แล้วเพราะมันเพราะอย่างนี้นี่เองเราถึงไม่แปลกใจที่จะมีคนติดตามผลงานของเธอเยอาะขนาดนี้ อีฮโยรี เธอเคยเป็นสมาชิกในวง Girl Group ชื่อ Fin.K.L. มาก่อนพอปี 2003 วงFin.K.L.ก็แยกวงไปทำงานที่ตนเองอยากทำก่อนกลับมารวมตัวกันใหม่อีกครั้ง อีฮโยรีจึงตัดสินใจทำอัลบั้มเดี่ยวในแนวเพลง Hip-Hop , Funky, Dance, Ballad, R&B (หลายแนวจนตรูล่ะเง็ง) ซึ่งฮโยรีก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่นานมานี้ฮโยรีก็เพิ่งออก Digital Single ให้แฟนๆลองโหลดไปฟังกันถึง 3 เพลงแถมยิงทีเซอร์เอ็มวีของ 3 เพลงนี้ ซึ่งเอ็มวีทั้ง 3 ก็เป็นเอ็มวีสไตล์ซีรี่ย์ เรื่องต่อกันทั้ง 3 ตอน ซึ่งลีดองกัน(พระเอกเรื่องMy Boyfriend is Type B)มาเล่นด้วย น่าดูทีเดียวค่ะ มิบุก็รอชมนานแล้วยังไม่มาซะที ถึงอย่างนั้นฮโยรีก็เริ่มโปรโมทแล้วและออกไลฟ์ตามรายการต่างๆเยอาะแยะเลยค่ะ 1. Toc Toc Toc เพลงนี้ออกมาเพื่อให้อีฮโยรีเต้นโดยเฉพาะ จังหวะมันส์ค่ะแล้วมิบุก็ดูLiveที่เธอไปแสดงแล้ว เต้นสวย แล้วก็เซ็กซี่ตามแบบฉบับของเธอจริงๆ ส่วนเนื้อเพลงไม่ทราบว่ามิบุจะทะลึ่งคิดลึกรึเปล่า แต่จากที่อ่านคำแปลเนื้อเพลง มิบุคิดออกแต่เรื่องบนเตียง(ฮา) เอาเป็นว่ามิบุจะแปะคำแปลภาษาอังกฤษให้ลองพิจารณาเอาเองละกันนะคะ แต่ถ้าจะโหลดก็คลิ๊กชื่อเพลงได้เลย Toc Toc Toc Lyric Translation Credit: http://www.z-degrees.net/forums/lofiversion/index.php/t7048.html I can feel you secretly looking at me Together we play Knock for me Baby Toc toc toc Like the moist rain, my lips become moist Together we play Knock for me Baby Toc toc toc 2. Geu Nyul Reul Sarang Hah Jee Mah (Don't Love Her) เพลงจังหวะกลางๆถ้าพูดถึงเพลงนี้เป็นเพลงที่มิบุไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะเหมือนเพลงเกาหลีอื่นๆที่มิบุฟัง แต่มิบุกลับชอบเนื้อเพลงของเพลงนี้ค่ะ เพลงนี้เล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่แฟนนอกใจไปหาหญิงอื่น แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ร้องบอกเขาในใจว่า อย่าได้ไปรักเธอเลย เพราะฉันคือคนที่รักคุณมากมายเหลือเกิน ซึ่งถ้าฟังเพลงโดยไม่ได้อ่านคำแปลเนี่ยจะไม่คิดเลยว่าเนื้อเพลงเศร้าขนาดนี้ เราอยากเก็บคำแปลไว้จัง เพราะงั้นขอแปะไว้ตรงนี้ละกัน Don't Love Her Lyric Translation Credit: http://music.tuantrinh.info/listen.php?s=20498 What to do when love leaves 3. Jahn Soh Ree(Scolding) เพลงช้าที่ทำให้เรารู้ว่าเสียงฮโยรีเพราะมากๆ เสียงฮาโมนิก้าเด่นมากๆฟังแล้วให้อารมณ์เหงาๆ ห่วงหาอย่างบอกไม่ถูก เราฟังเพลงนี้ไปพร้อมกับพิมพ์ไปอยากบอกว่าเสียงของฮโยรีถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีมากๆ เราฟังแล้วสะเทือนใจไปด้วย แอบเห็นเบื้องหลังตอนที่ฮโยรีถ่ายเอ็มวีนี้เธอร้องไห้ด้วย ไม่รู้ว่าเพราะบทในเอ็มวีรึเปล่าแต่เราดูแล้วยิ่งได้อารมณ์เศร้าอย่างรุนแรง แถมเราชอบเพลงเศร้าซะด้วยเลยชอบเพลงนี้มากที่สุดใน 3 เพลงเลย เนื้อเพลงเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เลิกกับผู้ชายแต่เธอก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่เธอจึงสั่งลาเตือนเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะไป เพราะเธอไม่อาจดูแลเขาได้อีกแล้ว เนื้อเพลงน่ารักแต่เศร้ามาก ขอเก็บเนื้อเพลงไว้ตรงนี้อีกละกัน Scolding Lyric Translation Credit: http://music.tuantrinh.info/listen.php?s=20497 You have to shave จะโหลดเพลงไหนคลิ๊กที่ชื่อเพลงไปลองฟังเลยค่ะ
ยังไงช่วงสงกรานต์อากาศร้อนๆ ก็ใจเย็นๆนะคะ ถ้าไปเล่นสงกรานต์ก็ขอให้ปลอดภัยนะ แต่ถ้าใครไม่เล่นอย่างมิบุ ลองฟังเพลงให้ใจสงบก็ไม่เลวนะค่ะ ว่าแต่สงกรานต์ปีนี้มันก็ไม่ค่อยร้อนเท่าก่อนวันสงกรานต์เลยเนอาะ ดูครึ้มๆด้วยช้ำ ขอเติมเรื่องรักษาสุขภาพด้วยก็แล้วกันเนอาะ^^
ขอให้ฟังเพลงให้สนุก เจอกันเอ็นทรีหน้าค่ะ
April 12 My Simple Life ตอน ไร้...อารมณ์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกวันพฤหัสซึ่งต้องไปหาหมอจะต้องมาเขียนทุกทีเลย
แต่พฤหัสนี้มันไม่มีอารมณ์จะเขียนเลย ทั้งๆที่เรามีเรื่องมากมาย มิบุจะชอบเขียนอะไรตามอารมณ์น่ะคะ ฟังเหมือนดูเอาแต่ใจตัวไปหน่อย แต่ถ้าเขียนด้วยความรู้สึกจะเขียนได้ยาวและเยอาะมาก ดูตัวอย่างจากเอ็นทรี่ที่แล้วก็ได้ค่ะ เขียนได้เยอาะเลย แถมตอนเขียนมิบุไม่เมื่อยเลยนะ สบายๆ มีความสุขตอนเขียนมาก
แต่สองวันมานี่เขียนไม่ออกเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะช๊อคมา แล้วก็รู้สึกเซ็งกับอะไรบางอย่าง มันเลยเขียนไม่ออก
ถึงอย่างนั้นก็มีเรื่องดีนะคะ มิบุได้ปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ สบายหัวมาก แล้วก็คิดพล๊อตฟิคได้หลายเรื่อง แต่เป็นฟิคสั้นนะคะ เพราะฟิคยาวยังตันอยู่เลย มิบุใส่รายละเอียดเยอาะมากมันเลยยากมากค่ะ ว่าจะรื้อตอนแรกแต่งใหม่แต่ยังไม่ว่างเลย นอกจากนี้ยังมีฟิคออริจินัลคือเป็นตัวละครที่มิบุคิดเอง
แต่ว่าแนวเรื่องมันออกจะเสียดสีสังคม แล้วค่อนข้างแรง กลัวเพื่อนอ่านแล้วจะช๊อค (ฮา)
ตอนนี้เลยคิดก่อนว่าจะเอายังไง แถมฟิคเก่าอีกต่างหาก แต่ฟิคเก่าไฟล์หายคิดแล้วยังเศร้า นี่ฉันคงต้องแต่งใหม่แต่ต้น แต่อารมณ์มันไม่ได้แล้วหละ หง่า
พอแค่นี้ดีกว่า บอกแล้วว่าไม่มีอารมณ์จะเขียน
รู้แต่ว่าต้องมาเขียน มันก็เลยได้แค่นี้แหละค่ะ April 10 จุดเริ่มต้นของหัวใจ...ให้ดงบังชินกิวันนี้เปิดบอร์ดฟิคดงบังชินกิ ไปเจอกับกระทู้นึงที่เราเคยตอบไปแล้ว แต่เพราะว่างจัดเลยเปิดเข้าไปดู ก็อยากอ่านความเห็นของคนอื่นบ้าง และหัวข้อกระทู้นั้นก็ถามว่า "คุณชอบดงบังชินกิเพราะอะไร" เราตอบลงไปในกระทู้นั้นแล้วล่ะ แต่เราอยากจะเขียนลงที่นี่อีกที เพราะตั้งใจไว้ว่าจะเขียนนานแล้ว แต่ไปเขียนเรื่องอื่นซะก่อน วันนี้ฤกษ์ดี มีใจพร้อมที่อยากจะเขียนอะไรก่อนนอน และเราจะเริ่ม ณ บัดนี้...
ย้อนเวลากลับไป...ตอนที่ฉันยังอยู่ม.ปลาย ไม่แน่ใจว่าม.ไหนกันแน่...ตอนนั้นฉันยังอยู่บ้านเดิม คอนโดที่สุขุมวิท 59 เป็นช่วงเวลาที่ฉันชอบดูChannal V กับ MTV มากๆ และวันนั้นจำได้ว่าฉันเปิดดูรายการ Remote Control และก็ได้พบกับ MV ของนักร้องชาย 5 คน ความที่ฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นมา ทำให้ฉันแยกออกว่า เด็กผู้ชายน่าตาน่าเอ็นดูกลุ่มนั้น เป็นคนเกาหลี ฉันเพลิดเพลินกับดนตรีที่น่ารัก เสียงที่ทำให้ฉันสบายใจจนต้องคลี่ยิ้มออกมา จนลืม ที่จะดูชื่อนักร้องและชื่อเพลงที่ปรากฏขึ้น แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว วันต่อมาฉันเปิดรายการนั้นอีกครั้งเพื่อรอ MV นั้น ฉันเห็นชื่อของนักร้องกลุ่มนั้น เขียนว่า TVfXQ เพลง Hug แต่อะไรนะ? นักร้องกลุ่มนั้นชื่อ TVfXQ เหรอ? ชื่อแปลกจัง ไม่สิ แชนแนลวีอาจพิมพ์ผิดก็ได้ ครั้งนึงยังเคยพิมพ์ชื่อเพลงผิดเลย แล้วทำไมวีเจถึงไม่พูดอะไรกับเอ็มวีนี้เลยฟระ ให้ข้อมูลนักร้องหน่อยเซร่ แต่วีเจ ก็ไม่พูดอะไรออกมาสักแอะ เวลาผ่านไปสามสีวัน MV นี้เปิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับวีเจที่เริ่มทำงาน คนก็ขอเอ็มวีนี้มากขึ้น ฉันก็เปิดแต่แชนแนลวีรายการนี้เพื่อหวังจะได้เจอพวกเขา โดยเฉพาะผู้ชายใส่ชุดอเมริกันฟุตบอล ขยิบตาให้ทุกวัน ไม่นานเท่าไหร่นักฉันก็รู้ว่าพวกเขาคือ ดงบังชินกิ และก็ต้องแปลกใจว่าทำไมนักร้องเกาหลีต้องใช้ชื่อวงการตลกๆแบบนี้ด้วยนะ ฉันนึกสงสัยแต่ก็ไม่เคยจะหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะตอนนั้นสิ่งที่ฉันชอบคือการ์ตูน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือก็ต้องหนังสือการ์ตูน นิตยสารก็ต้องเกี่ยวกับการ์ตูน เน็ตก็ต้องเปิดบอร์ดหรือเล่นเว็บการ์ตูน ประกอบกับแม่ที่อยากดูอยากอื่นนอกจากแชนแนลวีจึงเริ่มประท้วงลูก ฉันจึงหยุดที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารของดงบังชินกิ และฉันยังมีความเชื่อบางอย่างด้วย...เพราะแม่ฉันและตัวฉันเคยอ่านบทความที่เขาเขียนถึงผู้ชายชาติต่างๆ คนเกาหลีก็คือหนึ่งในนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกแย่กับผู้ชายเกาหลี และมีอคติกับนักร้องเกาหลี เพราะฉันเคยถูกกระแสโปรโมทหลอกลวงฉันมาก่อน ฉันจึงไม่อยากให้กระแสเกาหลีมาทำแบบนี้กับฉันอีกครั้ง เพราะอย่างนี้ฉันจึงพลอยไม่ชอบดงบังชินกิไปด้วย จนเวลาผ่านไป เมื่อดงบังชินกิออกอัลบั้มชุดที่ 2 ฉันได้ดูเอ็มวี Rising Sun เวลานั้นฉันปล่อยวางไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่ได้ชอบอะไรมากมายนัก แต่ก็สร้างกระแสให้กับเพื่อนฉันบางคน จึงมีเพื่อนคนหนึ่งเอา MV Warning ของ SS501 มาเปิดให้เพื่อนดู ยอมรับว่าเอ็มวีนั้น SS501 เท่ห์มากแล้วเรากับเพื่อนๆที่ได้ดูก็ชอบ แต่ก็ยังไม่รู้สึกอะไร เพราะพวกเขา่ดูดี แต่มันยังไม่ประทับใจ ดูสวยงาม แล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น หรืออาจเป็นเพราะตอนนั้นฉันยังมีอะไรทำมากมาย ฉันยังมีความสุข และฉันอาจจะยังมีสิ่งที่รักอยู่แล้วก็ได้... คืนวันผันผ่านจนถึงเวลาที่ฉันกำลังรอคอยเพียงลำพัง เป็นช่วงเวลาปิดเทอมที่เครียดที่สุดในชีวิต แล้วฉันก็เหงาเหลือเกิน ฉันต้องย้ายออกจากบ้านที่สุขุมวิท 59 มาอยู่บ้านของน้าที่แฮบปี้แลนด์ บางกะปิ วันแรกๆฉันไม่มีอะไรจะทำเลย ช่วยขนของ แล้วก็นอน ช่วงนั้นฉันนอนเร็วมาก อ้อตอนนั้นสอบโอเน็ตเอเน็ทเสร็จครบพอดี ฉันขาดการติดต่อกับเพื่อนๆไปนานจนกระทั่ง พ่อให้คนมาทำเอดีเอสแอล ฉันถึงมีอะไรทำ ได้คุยกับเพื่อนๆ ได้เปิดบอร์ดอ่านสปอย โหลดแสกนการ์ตูนมาอ่าน ตอนนั้นฉันสบายใจขึ้นมาก เพราะการ์ตูนที่ฉันขนมาถูกห่อไว้ฉันไม่กล้าแกะออกมาอ่าน(จนบัดนี้) มันจึงทำให้เวลาก่อนหน้าติดเน็ตมันน่าเบื่อสำหรับฉัน หลังจากที่ติดเอดีเอสแอล ทุกอย่างก็ดีขึ้นมากฉันสบายใจขึ้น เริ่มร่าเริง แต่ลึกๆฉันกังวลกับโอเน็ตและเอเน็ทฉันไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย ตัวฉันที่นั่งอยู่เฉยๆแต่หัวใจมันเหนื่อยเหมือนวิ่งอยู่ตลอดเวลา และฉันยังคงว้าเหว่ตอนนั้นฉันคิดว่าถ้าฉันมีพี่ชายก็น่าจะดีนะ พี่ชายที่เข้มแข็งและปกป้องน้องสาวอย่างฉัน แต่มันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉันเป็นลูกคนเดียว แล้วลงท้ายจะให้มีพี่ชายตอนนี้ฉันไม่เอาดีกว่า แต่นี้ก็เหมือนการเฟ้อฝันแล้วจางหายไป เหมือนลมวูบหนึ่งที่พัดมาให้สดชื่น...จากนั้นมันก็ผ่านไป ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยังไม่แน่นอนของโอเน็ทเอเน็ทที่เริ่มจะคลี่คลาย นั่นเพื่อนของฉันก็ส่งคลิปอันหนึ่งมาให้ฉันดู เขาบอกว่ามันเป็นคลิปวายที่เอามาโพสในพันทิพ อารมณ์เหมือนคู่รักหวานแหววในฟิค ฉันได้ยินคำว่าวายก็หูผึ่ง คลิกดู เพราะฉันชอบวายนะ เพื่อนฉันบอกว่าของวงดงบังชินกิ ฉันรับรู้มานานแล้วว่าพวกเขามีความสัมพันธ์แบบนี้เพราะเคยมีรูปหลุดออกมาก่อน แต่ฉันยังเฉยๆ แต่หลังจากฉันดูคลิปวีดีโอนั้นจบ ฉันก็รู้สึกว่า "กล้าเนอาะ...ทำไปได้...ไม่ห่วงภาพพจน์เลยนะเนี่ย" แต่ว่ามันก็น่ารักมาก ฉันได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนอีกคนที่ดูคลิปนั้นแล้วเกิดอาการแบบเดียวกับฉันโดยการสืบเสาะจนรู้ว่าเอ็มวีตัวนั้นมาจากการตัดต่อละครที่เขาเล่น ชื่อ Dangerous Love แล้วฉันก็หาเรื่องเต็มมาดู แล้วก็ดูเรื่องเต็มหลายรอบ แล้วเริ่มหาข้อมูลว่า คนนี้ชื่ออะไร ไม่นานฉันก็ได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนที่บอกทางฉันไปดู Dangerous Love แบบเต็มๆที่มีซับ (ตอนแรกดูแบบไร้ซับ ดูไปขำไป กริ๊ดไป ทั้งที่ฟังภาษาเกาหลีไม่ออกซักตัว) ให้ไปอ่านฟิคของคนๆหนึ่งชื่อเรื่องว่า Love Fool ฉันชอบอ่านฟิคโดยเฉพาะฟิควายอยู่แล้ว ประกอบกับสำนวนการแต่งดี อารมณ์เหมือนละครเกาหลี และความรู้สึกที่เหมือนของจริง ทำให้ฉันสนใจดงบังชินกิมากขึ้น ฉันสมัครเข้าบอร์ดแฟนคลับที่โพสฟิคเรื่องนี้ แล้วเริ่มอ่านฟิคเรื่องอื่นๆไปด้วย และฉันก็ไปซื้อซีดีดงบังชินกิมาฟัง ซีดีอัลบั้ม Rising Sun น่าแปลกที่ฉันชอบเพลงในอัลบั้มนั้นทุกเพลงและมักจะเปิดเพลงดงบังชินกิฟังก่อนนอน เพียงเวลาแค่ไม่กี่เดือนฉันดูคลิปดงบังไม่รู้กี่คลิปต่อกี่คลิป อ่านประวัติและบทความของดงบังไม่รู้กี่บท อ่านฟิคไม่รู้กี่เรื่อง ฟังเพลงไม่รู้กี่เพลง แต่สิ่งที่ฉันรู้คือ ฉันรู้เรื่องของดงบังชินกิมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆ มีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ้มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญฉันรู้สึกสบายใจและมีพลังเวลาที่ได้ฟังเพลงของเขา ถึงฉันจะยังรู้สึกเหงาเพราะฉันอยู่คนเดียวแต่ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงของดงบังก็เหมือนฉันไม่ได้อยู่ตามลำพัง เสียงของพวกเขาปัดเป่าความเหงาในใจฉันไป พัดพาความอ่อนล้าของฉันไป ทุกครั้งที่ได้อ่านบทความ ได้ดูคลิปที่พวกเขาทำกิจกรรมต่างๆด้วยกัน พวกเขาดูอบอุ่นและรักกัน ฉันก็รู้สึกมีความสุขและได้รับความอบอุ่นนั้นมาด้วย ยิ่งตอนนั้นฉันได้ฟังเพลง 明日は来るから(Asu Wa Kuru Kara) ทำให้ฉันท้อแท้สับสนและไร้กำลังใจ มีพลังมากขึ้น แล้วตอนนั้นฉันก็รู้และยอมรับกับตัวเองว่า...ฉันรักดงบังชินกิซะแล้ว แม้ว่าฉันจะติดตามพวกเขา ซื้อซีดีของเขา อ่านบทความของเขา อ่านฟิค ดูคลิปของเขา และไปดูคอนเสิร์ตของเขามาแล้ว แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าฉันยังไม่เป็นแฟนคลับที่ดี ฉันอาจจะยังไม่เป็น Cassiopia ที่ดีนัก แต่ฉันก็จะติดตาม และเป็นกำลังใจให้เขาต่อไป เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยให้กำลังใจฉัน แม้เขาจะไม่เคยรู้ แม้ว่ามันเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่สำหรับคนขี้เหงาที่จิตใจอ่อนแออย่างฉัน แค่นี้ก็พอแล้ว กับดงบังชินกิ ฉันเองก็ยังไม่เคยชอบนักร้องคนไหนเท่านี้มาก่อน บอกตามตรงว่าฉันมองข้ามทุกอย่างได้หมด ไม่ว่าเขาจะมีอดีตที่เลวร้าย หรือบางครั้งก็ทำผิดพลาด (อย่างที่ครั้งนึงแจจุงเคยโดยจับข้อหาเมาแล้วขับ) หรือเรื่องเล็กน้อยอย่างการทำสีผม ทรงผม หรือแส่เสื้อผ้าแปลกๆ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงว่าไปแล้วแต่ตอนนี้ฉันกลับยอมรับ และชมเขา เป็นศิลปินคนแรกที่ทำให้ฉันคิดว่าจะติดตามเขาต่อไป ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็ตาม โดยที่ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน และเป็นศิลปินคนแรกที่ฉันยอมเสียเงินไปดูคอนเสิร์ตคนเดียว เพราะอยากเห็นหน้าแม้จะดูจากที่ไกลๆก็ตาม ฉันคงรักดงบังชินกิจริงๆนั้นแหละ แม้อนาคตไม่แน่นอน แล้วตัวฉันก็ไม่แน่นอน ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนขี้เบื่อ สักวันฉันอาจจะเลิกรักดงบังชินกิก็เป็นได้ แต่ฉันจะไม่มีวันลืมพวกเขา และตอนนี้ฉันก็จะติดตามเป็นกำลังใจให้เขาต่อไป ถ้าพวกคุณให้ฉันเป็นแคสสิโอเปียที่อยู่บนฟ้า ฉันก็จะเป็นแคสสิโอเปียที่สาดแสงเป็นกำลังใจให้คุณเสมอไป ปล.เหมือนพวกคลั่งเลยนะ มีใครคิดอย่างนั้นรึเปล่า แต่เราว่าเรายังธรรมดานะ หรือไม่ธรรมดาหว่า? ไม่รู้สิ April 09 เพลงที่ดังก้องในใจ...Jay Chouเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบจู่ๆเราก็นึกถึงเพลงที่เราเคยฟังตอนอยู่หอ
ขอเท้าความก่อนว่าตอนอยู่หอใหม่ๆเรายังคิดถึงยูบีซีที่บ้าน ตามประสาคนที่ชอบดูเอ็มทีวี แชนแนลวี เพราะเราชอบดูเอ็มวี มากกว่าหนังหรือละครซะอีก ก็มันจบเร็วดีนี่นา และเพราะเราชอบฟังเพลงด้วย ซึ่งหอพักเราก็มีเอ็มทีวีกับแชนแนลวีนะ แต่ดันเป็นเอ็มทีวีกับแชนแนลวีจีนอ่ะ แต่ก็ยังดีที่ไม่เปิดแต่เพลงจีน วันไหนโชคดีก็เจอเพลงเกาหลี ดงบังชินกิ ซุปเปอร์จูเนียร์ เพลงญี่ปุ่นก็มี เพลงฝรั่งด้วย แต่ก็ต้องเปิดเพลงจีนมากกว่าอยู่ดี
แต่เราก็ไม่รู้จักใครหรอกนอกจาก เจย์โชว์ จำได้ว่ามีช่วงนึงเปิดเจย์ถี่มากเพราะจะมีคอนเสิรต์ของเขา เลยโปรโมทให้เจย์ เปิดเพลงของเจย์คนเดียวเลย แต่ของเขาก็ดีนะ เราก็ชอบเพลงของเขาหลายเพลง แถมเอ็มวีบางตัวทำเป็นเรื่องเหมือน Serie ซึ่งเราชอบเอ็มวีแบบนี้มากที่สุด เจย์เขียนบทและกำกับเองเล่นเองอีกต่างหาก อย่าง Twilight's Chapter Seven ที่ดูสนุกมาก แต่ที่เราชอบที่สุดคือเพลงนี้
Qian Li Zhi Wai หรือ Faraway
เหตุผลก็เพราะมันโรแมนติคดี เอ็มวีดีเพลงก็เพราะ โดนสุดๆ มีโอกาสเราเลยไปโหลดเมื่อวาน แล้วไปดูเอ็มวี ชอบมากๆเลย ระหว่างที่หาเพลงเราก็ได้รู้ว่าเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Still Fantasy
ในอัลบั้มนี้นอกจากจะมีเพลง Faraway แล้วยังมีเพลง Twilight Chapter Seven แล้ว ยังมีเพลง Ju Hua Tai (Chrysanthemum Flower Bed) เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Curse of the Golden Flower ที่เราไปดูแล้วชอบมากเพลงนี้ออกมาตอนจบเรื่องพอดี ฟังแล้วซึ้งสุดๆ เลยโหลดมา 2 เพลง เพลง Faraway(Qian Li Zhi Wai) ที่ Featuring กับ นักร้องรุ่นเก๋าของไต้หวัน ชื่อ เฟยยู่ชิง (Fei Yu Qing) นอกจากนี้ดนตรียังมีการนำเครื่องดนตรีโบราณมาประกอบ เหมาะกับเนื้อเพลงที่เจย์แต่งเอง ซึ่งบอกเล่าถึงชายคนหนึ่งที่มั่นคงกับรอคอยคนรักของตนเอง แม้ไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาหรือไม่ แม้จะรู้ว่าการลาจากทำให้เขาเจ็บปวดเพียงได้ แม้จะเสียใจกับการปล่อยให้เธอไป แต่ผู้ชายคนนี้ยังรักเธอ จดจำความสวยงามของเธอ และเลือกที่จะรอเธอตลอดไป เพลง Chrysanthemum Flower Bed (Ju Hua Tai) เพลงประกอบภาพยนตร์ Curse of the Golden Flower ซึ่งเปิดขึ้นมาตอนจบเรื่อง อยากบอกว่าคำแปล (แม้จะแปลเป็นภาษาไทย) ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าดูหนังเรื่องนี้แล้ว พาลให้นึกถึงฉากตอนท้ายๆ โดยเฉพาะความรักที่บริสุทธ์ของเหยียนเจี๋ยบุตรชายคนรองที่ช่วยเหลือฮองเฮาผู้เป็นแม่ของเขา แม้จะต้องถูกตีตราว่าเป็นกบฏ และรู้อยู่เต็มอกว่าไม่อาจสู้ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาได้ นึกขึ้นมาแล้วเพลงนี้ก็ได้อารมณ์และกินใจมากๆ ใครดูหนังเรื่องนี้แล้วเชื่อว่าต้องชอบเพลงนี้แน่นอน (แนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยเลย...มันไม่ได้มีดีแค่หน้าอกกงลี่นะก๊ะ) ลองโหลดไปฟังดูนะจ๊ะ กดตรงชื่อเพลงนี่แหละ แต่ถ้าอยากดูMV Faraway ก็ไปทางนี้นะ แนะนำเลย April 08 Like...Balloon...ก่อนหน้านี้ได้เอา XXXholic เล่ม 4 มาอ่านอีกครั้ง คุณยูโกะบอกเราว่า "คำพูด" คือ "โซ่ตรวน" ของมนุษย์ กล่าวคือ คำพูดที่เราพูดจะส่งผลที่ตัวเรา เช่นกันคำพูดของคนอื่นด้วย โซ่ตรวนนี้เปรียบดังพลังที่เรามองไม่เห็น ไม่เห็นว่ามันพันธนาการเราเอาไว้ตลอดเวลา ฉันท้อแท้กับคำพูดอันเลวร้ายที่ออกมาจากจิตสำนึกของตัวเอง ฉันไม่เคยพูดออกมา แต่ฉันนึกถึงมัน คำพูดที่น่าหดหู่นั้นทำให้หัวใจของฉันเจ็บปวด ไม่ต่างอะไรกับการทรมานตนเองสักนิด ยิ่งเป็นการทรมาณหัวใจ มันเจ็บช้ำอยู่ข้างใน ...ช้ำชอก... ฉันรู้สึกอย่างนั้น ไม่มีวันหาย มันเจ็บช้ำอยู่อย่างนั้น ไม่ต่างกับโรคเรื้อรัง เช่นเดียวกับคำพูดจากคนอื่น สายตาของคนอื่น มันทำให้ฉันรู้สึกแย่ จะบอกว่าไม่แคร์ ให้ฉันลืมมันไป เหมือนสายลมที่พัดผ่าน ผ่านมาแล้วผ่านไป เสียใจ กับตัวเอง และคำพูดของคนอื่นที่ทำร้ายฉัน เสียใจที่ฉันจดจำมันได้ ฉันอยากลืมเช่นกัน อยากปล่อยวาง อยากละทิ้ง ทว่าโซ่ตรวนนั้นยังพันธนาการฉัน...ฉันอดคิดถึงมันไม่ได้ ฉันลืมไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังทำตามแนวทางของฉัน โซ่ตรวนของฉันคนเดียวเท่านั้น เพราะครั้งหนึ่งการทำตามคำพูดคนอื่น มันทำให้ฉันไม่สามารถคงความเป็นตัวของคนเองอยู่ได้ มีนักปรัชญาเคยพูดว่า "มีตัวตนคือไม่มีตัวตน" เราไม่ต้องพยายามทำอะไรเพื่อตัวตนขนาดนั้น แต่ฉันก็บอกแล้วว่าฉันละทิ้งไม่ได้ ฉันละทิ้งตัวตนของฉันไม่ได้ ฉันจึงทำตามโซ่ตรวนของคนอื่นไม่ได้ นั่นจึงทำให้ฉันแปลกแยก และเพราะการแสดงตัวตน การแสดงธาตุแท้ของฉัน ยิ่งทำให้ฉันถูกแยกออกไป แย่เนอาะ มันไม่ต่างกับลูกโป่ง ตัวของฉัน หัวใจของฉัน มันลอยไป มันทำให้หัวใจของฉันเบลอ เบา แต่เจ็บปวด ลมที่มองไม่เห็นก็พัดฉันออกไปไกลขึ้น การล่องลอยอย่างโดดเดี่ยวมันทำให้ฉันเหงา และเจ็บปวด แต่นึกอีกที การอยู่รวมกันกับลูกโป่งใบอื่นก็ทำให้ฉันอึดอัด และทำให้ฉันเหงาและเจ็บปวดไม่ต่างกัน ถ้าเช่นนั้น ฉันไปดีกว่า ลอยออกไปดีกว่า ไปให้ไกล ไกลจากที่ๆน่าอึดอัดนั้น แล้วฉันจะอธิษฐานกับการเดินทางครั้งใหม่ ให้ฉันได้พบกับดินแดนแห่งความสุข ที่ๆฉันจะได้อยู่อย่างสบายใจ ไม่ต้องอึดอัด และไม่ต้องอยู่ลำพัง ไม่ต้องเหงา ทั้งๆที่มีคนอยู่มากมาย นึกถึงเพลงของ โอรุฮะเรื่อง โคลเวอร์เลยหละ "อยากมีความสุข...อยากมีความสุขเหลือเกิน" ขอให้ฉันได้พบด้วย...ฉันอยากพบเหลือเกิน ไม่ต้องเป็นความรักที่หวานซึ้ง แต่มิตรภาพที่แน่นแฟ้นก็พอ...ขอคนที่ทำให้ฉันไม่ต้องเจ็บปวดกับโซ่ตรวนจากฉัน และจากใคร คนที่ไม่มีวันทรยศ...แค่นั้นก็พอ ขอให้ฉันได้พบกับเขาด้วยเถิด......... ปล.อ่านแล้วอย่าคิดมาก เราแค่อึดอัด อยากพูด เลยพูดในนี้ แค่นั้นเอง April 07 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 34...มหกรรมเสียสตางค์แห่งปีสวัสดีตอนกลางคืนค่ะ กลับมาจากการทำภาระกิจที่แสนเหนื่อยอ่อน แล้วมาเขียนบล๊อควันนี้ตรงมาที่บล๊อคทันที
ซึ่งมิบุก็ถือว่านี่เป็นฤกษ์ดีที่จะเขียนCetegoryใหม่ Book Shelf ซึ่งก็คือชั้นหนังสือของมิบุ จะมีการพรีวิวหนังสือที่มิบุอ่านลงในนี้ ซึ่งมิบุจะค่อยๆเอามาอ่านและทำเป็นเรื่องย่อเอาไว้ที่นี่ ทุกเล่มเลยค่ะ ตั้งแต่นิตยสาร การ์ตูน นิยายต่างๆ
และก็จะขอประเดิมEntryแรกของCetegoryนี้ด้วยการ Preview(เรียกง่ายๆคืออวดหนังสือ) ที่ซื้อมาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 34 ที่มิบุไปมาวันนี้ ซึ่งงานนี้มิบุรู้จักและไปงานครั้งแรกตอนปี 2545 งานนี้จะจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดปีละ 2 ครั้งช่วงปิดเทอม มิบุไปตลอดเลยไม่มีพลาดค่ะ
เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของมิบุด้วยมิบุจึงอ้อนขอตังค์ซื้อหนังสือจากป่าป๊า(พ่อ)ของมิบุ(ทั้งที่ตัวเองก็มีตังค์...แต่ลองอ้อนดูเผื่อฟลุ๊ค) ได้ตังค์มา 2000 บาท(พอดีกับงบที่ตั้งใจไว้เลยค่ะ) ซื้อหนังสือเหลือประมาณ 120 บาท จ่ายค่าข้าวไป 50 (ข้าวที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แพงโหดมาก) นอกนั้นก็ไปทำบุญหยอดตู้ไป 20 อีก 15 ซื้อไอศครีม เหลืออยู่นิดเดียวเอง มาดูดีกว่าว่าซื้ออะไรมาบ้าง
ทั้งนี้จะขอเรียงตามลำดับการซื้อเลยนะคะ อ้อ ต้องขอโทษที่ภาพประกอบอายไม่สมประกอบรีบถ่ายรีบลง กดชัตเตอร์รัวเลยค่ะ ถ่ายอย่างเดียว ลืมปรับโหมด แต่ถึงมันจะเบลอ แต่ก็คงดูออกอยู่ว่าเป็นหนังสืออะไรอยู่หรอกเนอาะ
1. นิตยสาร ฮิฮิ ฉบับ 1
รู้จักหนังสือนี้จากป๋าออยรูมเมทของเรา แล้วป๋าแกก็รู้จักมาจากชมรมที่แกอยู่อ่านเล่มแรกเล่มสอง แต่พอเจอเล่มหนึ่งก็ขอลองสอยดู เป็นนิตยสารที่เน้นตลกแต่ไม่ใช่ตลกสกปรกไร้สาระ ถ้าอ่านอย่างเข้าใจก็จะซึมซับอะไรบางอย่างจากในนี้ แต่ถึงจะได้คิดไม่ออกว่าตัวเองจะได้อะไรบ้าง อย่างน้อยก็ได้รอยยิ้มแหละ เหตุผลที่ซื้อ: ไม่ตั้งใจจะซื้อเลย จะมาซื้อเรย์เล่มใหม่ล่าสุดแต่คนขายบอกว่ายังพิมพ์ไม่เสร็จเย็นๆมา แต่ไหนแวะมากับที่เคยยืมป๋าอ่านแล้วฮา ก็ลองซะหน่อย ราคา: เป็นนิตยสารเล่มเก่า จึงลดเหลือ 50 บาท
2. นิตยสาร EXIT#03 และ EXIT#19 รู้จักหนังสือเล่มนี้จากการไปอ่านฉบับทดลองอ่านที่ได้มาจากงานแนะแนวทุนการศึกษาแล้วก็ลองซื้อมาอ่านฉบับเต็มอีกหนึ่งฉบับ เห็นว่าเป็นหนังสือที่ข้อมูลแน่นมาก อยากได้ความรุ้เกียวกับการศึกษาประเทศญี่ปุ่นด้วยเลยหยิบเล่มนี้มาเล่มแรก จากนั้นก็ดูอีกเล่มว่าจะหยิบเล่มเกี่ยวกับทหารมาให้แต่เปลี่ยนใจเอาเล่มข้างล่างนี้ เป็นเล่มที่เกี่ยวกับการเรียนภาษาต่างๆ เรามันก็คนเรียนภาษาเอาอันนี้ดีกว่า สังเกตในรูปดีๆ หนังสือเล่มนี้มีของแถมด้วยเห็นไหมค่ะ เป็นเล่มเล็กๆสอนภาษามือค่ะ แอบเจ็บใจที่เลือกเล่มพลาด ไม่ได้สังเกตว่าตรงมุมมีรอยยับเพราะใส่ถุงพลาสติกมันเหมือนกันหมดเลย นี่อุตส่าห์เลือกเล่มที่อยู่ข้างหลังนะเนี่ย เหตุผลที่ซื้อ: ต้องการข้อมูลด้านภาษาญี่ปุ่น ทั้งด้านในประเทศและนอกประเทศ ราคา: เล่มเก่าราคาเล่มละ 50 บาท คนขายแอบเชียร์ให้ซื้ออีกเล่ม จะได้สิทธิ์ลดราคาในการสมัครสมาชิก 6 เดือน และจัดส่งให้ฟรีอีก 1 เดือน (เดือนละเล่ม) แต่เราไม่เอาเพราะงบมีจำกัด ถ้าสมัครสมาชิกอาจจะไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มอื่น
3. ไวยากรณ์ ระดับ 3 เดินวนไปวนมาเจอพอดี อยากทบทวนภาษาญี่ปุ่นซะหน่อยโดยเฉพาะไวยากรณ์ที่ลืมไปแล้ว เหมือนโดนสนิมเกาะถ้าได้อะไรมาช่วยเคาะสนิมได้ก็น่าจะดี ใจจริงอยากซื้อระดับ 4 มาช่วยด้วยจะได้พื้นแน่นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเลย(ฮา) แต่งบมันจำกัดประหยัดไปซื้อเล่มอื่นกีกว่า เหตุที่ซื้อ: เคยซื้อแล้วแต่หาไม่เจอเชื่อว่าหลงไปกับหนังสือที่ต้องบริจาคซึ่งบริจาคไปแล้ว(หนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ตั้งใจเก็บไว้ไปยกเซ็ตเลย...ฮือ) แล้วเล่มนี้ก็เป็นเล่มที่เสียใจที่สุด เพราะจะเอามาเตรียมสอบระดับ 3 เราเพิ่งผ่านระดับสี่มาซื้อเล่มนี้มาอ่านเตรียมตัวแต่ยังไม่ได้อ่านก็ไปก่อน เศร้ามาก เนื้อหาก็ดีมาก มีแบบฝึกหัดด้วย เลยซื้อมาใหม่ ราคา: ราคาเต็ม 212 ลด 15% เหลือ 180 บาท
4. เก่งเกาหลี 24ชม. กระแสเกาหลีดัง มิบุเองก็ชอบอะไรเกาหลีๆอยู่แล้ว ดูหนัง ดูละคร ชอบดารา ชอบกินอาหารเกาหลี พลอยสนใจอะไรที่เป็นเกาหลีไปด้วย ซื้อมาก็หวังอ่านให้เป็นอยู่หรอกนะ แต่ประเด็นหลักอยากศึกษาคร่าวๆ อยากรู้ว่าเป็นแบบไหนอยากไร ถ้าโอเคอาจไปหาคอร์สเรียนเพิ่ม มีซีดีฝึกออกเสียงให้ด้วย 2 แผ่น เหตุผลที่ซื้อ: จะซื้อหนังสือสอนภาษาเกาหลีอยู่แล้ว เอามาลองอ่านดู เล่มนี้สนพ.เดียวกับหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นข้างบน ซึ่งเราชอบหนังสือสอนภาษาของสนพ.นี้เป้นการส่วนตัว เพราะรูปเล่มสวย และอ่านง่าย ตัวหนังสือก็สะอาดตา แถมมีซีดีด้วย 2 แผ่น ราคา: เต็ม 350 ลด15% เหลือ 298 บาท
5. การ์ตูน School Rumble สูตรรักฉบับนักเรียน เล่ม 1-6 (ยังไม่จบ) เคยอ่านช่วงที่ซื้อKC.Weeklyชอบมากๆเลย แต่ไม่มีโอกาสซื้อรวมเล่ม ช่วงเตรียมสอบปลายภาครูมเมทชื่อเพลงถามว่าเรื่องนี้สนุกไหม เราก็บอกว่าเราอ่านแล้วสนุก ขำดี เพลงก็เลยซื้อมาอ่าน เราก็อ่านด้วย สรุปว่าเราชอบ เพลงก็ชอบนะ ไม่ได้อ่านก็คิดถึงมากๆ เชียร์ให้ฮาริมะ(นายหนวดบนปกเล่ม6)เลือกเอริหรือยาคุโมะแทนเท็นมะดีกว่า ถึงจะดูเป็นการ์ตูนแนวรักๆแต่มันเป็นโรแมนติดคอมเมดี้จ้ะ แนะนำเลยไม่เครียดและไม่เป็นภัยสังคม ลองอ่านดูสักเล่มสิจ๊ะ เหตุผลที่ซื้อ: ก็ชุดนั้นของเพลง เราเองก็ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ตอนนี้เป็นการ์ตูนที่เราชอบเรื่องหนึ่งและเป็นการ์ตูนที่อยากอ่านในช่วงนี้เลยซื้อมา ใจจริงจะซื้อก่านหน้านี้ที่ร้านการ์ตูนแถวบ้านเพราะวิบูลย์กิจไม่ค่อยจะเอาหนังสือสำนักตัวเองมาขายที่งานนี้ เพราะมีงานของตัวเองอยู่แล้ว ถึงปลายปีที่แล้วจะเป็นครั้งแรกที่มีมา แต่ครั้งนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่ลองเสี่ยงเชื่อใจดูสักครั้ง แล้วก็ได้มา ดีใจจัง ราคา: 210 บาท เช็คราคาให้ใหม่แล้วค่ะ^^
6. คุณครูจอมเวท เนกิมะ เล่ม 15 อย่าเพิ่งงงว่าทำไมซื้อเล่มนี้เล่มเดียว เพราะเล่มก่อนหน้านี้ซื้อแล้ว เป็นแฟนของอ.เคน อากามัทซึตั้งแต่ Love Hina เนกิคุงน่ารัก สาวๆห้อง 2-A(ที่ตอนนี้เป็น3-Aกันแล้ว) ก็น่าเอ็นดู เล่มนี้การต่อสู้ก็เริ่มเข้มข้นขึ้นอีก(จากที่แอบเปิดอ่านนิดหน่อย) ไม่ซื้อไม่ได้หรอก เหตุผลที่ซื้อ: เป็นตอนที่กำลังสนุกได้ที่เลยหละ แต่เกือบไม่ได้ซื้อเพราะคนหยิบไปเยอาะแล้วตั้งเล็กมากปกก็คว่ำเอาปกหลังขึ้น ตอนนั้นกำลังรอ School Rumble ที่กำลังจะเอามาลงพอดีเลยสังเกตเห็นปกหลัง ไม่ค่อยคุ้น เลยหยิบมาดูปกหน้า ปุ้ง! ใช่แน่ ยังไม่ได้ซื้อ น้องคะพี่เอานี่ด้วยเล่มนึง ราคา: จำไม่ได้แต่หน้าจะลด 10% เหลือ 38 บาทมั๊งนะ ปล.ขอชื่มพนง.ขายบูทวิบูลย์กิจที่บริการดีมาก ทุกระดับประทับใจจริงๆ ขอบคุณค่ะ
7. นิตยสาร RAY#8 April 2007 เดินผ่านบูทนี้อีกครั้ง(บูทเดียวกับนิตยสารฮิฮิ)เห็นเล่มนี้พอดี เราปรี่เข้าหาเลยค่ะ หน้าปกเป็นซาซ่าด้วย (เป็นปลื้มเพราะมิบุชอบเพลงเหรอของซาซ่ามากเลย) ตอนซื้อมาหนังสือยังร้อนอยู่เลย สมแล้วที่พี่เขาบอกว่ากำลังพิมพ์อยู่ ปกติ RAY จะออกมาวันที่ 27-28 ของเดือนก่อนหน้า อย่างเล่มนี้ก็ควรจะออกมาวันที่ 27 มี.ค. เราก็เดินสำรวจร้านหนังสือตลอดยังไม่มาซะที แต่มาแล้วเพิ่งได้ ดีใจมาก พี่คนขายเขาบอกว่าที่เล่มนี้ออกช้าเพราะมีสาเหตุมาจาก Supplement เล่มนี้ที่แถมมาให้ทุกเล่ม(เฉพาะฉบับเดือนเมษายนเท่านั้น) เป็นคู่มือไดเอ็ทที่มิบุไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ก็อ่านไว้ประดับความรู้ เพื่อแจกจ่ายแก่คนรอบข้างต่อไป และเผื่ออ้วนในอนาคต อ่านเรย์ทำให้เราใส่ใจกับสุขภาพและอาหารการกินมาขึ้นเยอาะ กว่านางแบบในเรย์จะสวยเปล่งปลั่งขนาดนี้ พวกเธอต้องทำทุกวิธีจริงๆ(แต่ไม่ทานยาลดนะคะ) ตั้งแต่คุมอาหาร บริหารร่างกาย ทานอาหารเสริม เยอาะแยะ ไม่ได้สักแต่ว่าแต่งตัวอย่างเดียวนะ ทำให้เราได้สัจธรรมว่า ถ้าจะสวยต้องอดทน และพยายามมากๆเลยทีเดียว เหตุผลที่ซื้อ: ซื้อเป็นประจำ ชอบแนวเสื้อผ้ากับการแต่งหน้าในนี้ ใครที่เคยเห็นสภาพของเราคงไม่คิดว่าเราจะอ่านนิตยสารนี้ได้สินะ หุหุหุ ขอโทษถ้าจะให้เราแต่งแบบในหนังสือเราก็แต่งนะ แต่ ไม่มีเงิน...เอาไว้ทำงานหาเงินได้คงได้เห็นมิบุใส่อะไรแบบนี้ ตอนนี้ขอเซอร์ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ก่อน ราคา: 72 บาท เป็นเรย์เล่มแรกที่ถูกปกติซื้อราคาเต็มตลอดเลย แค่ลดนิดนึงก็ดีใจแล้ว
8. ยมฑูตสีขาว เล่ม 5 และ เล่ม 6 เห็นในรูปเล่มใหญ่แต่ของจริงเล่มเล็ก ขนาดเท่าผ่ามือ เหมาะกับการพกไปอ่านในที่ต่างๆ รูปก็สวยอ่านก็สนุก ติดตามตลอดและเป็นหนังสือที่เรารอซื้อในงานหนังสือเพราะได้ลดเยอาะ เล่มก่อนหน้านี้ซื้ออ่านแล้ว เป็นนิยายประเภทไลท์โนเวล อ่านง่าย เข้าใจง่าย เนื้อเรื่องแผงข้อคิดและซาบซึ้งมาก สุดปลื้ม เหตุผลที่ซื้อ: ติดตามอยู่ ยังไงต้องซื้อยิ่งเล่ม 6 ที่เฉลยเรื่องราวของโมโมะ เราพลาดไม่ได้ ราคา: เล่ม 5 ลดเหลือ 80 บาท เล่ม 6 ลดเหลือ 70 บาท แต่น้าแววเป็นสมาชิก มีคูปองลด 30% ถ้ามาซื้อหนังสือ นสพ.นี้ในวันที่ 6 เม.ย.(นี่คือเหตุผลที่ทำไมถึงไปเบียดคนในวันนี้แทนที่จะไปวันธรรมดา) แถมน้ายังจ่ายให้ด้วย ขอบคุณมากค่ะ หนูถือเป็นของขวัญวันเกิดของน้าแววก็แล้วกันนะคะ ปล.ชื่นชมและขอบคุณ พี่ชายร่างท้วมใส่แว่นตาคนขายในบูทสำนักพิมพ์ที่บริการหยิบหนังสือตามออร์เดอร์ของน้าหลาน
9. Only You ปรุงรัก...ตำรับหัวใจ (สองเล่มจบ)
ชอบอ่านหนังสือแปลเกาหลี โดยเฉพาะหลังๆจะชอบอ่านรุ่น Sweet Asian ที่เป็นหนังสือนิยายที่เอาไปทำซีรี่ย์ต่างๆ ที่เคยอ่านก็มี My Girl, Sassy Girl Chyunyoung เป็นต้น เรื่องนี้เราก็ไปลองอ่านที่ร้านหนังสือ เปิดตอนจบ...แฮบปี้แอนดิ้ง เย้ รอซื้องานหนังสือดีกว่า เหตุผลที่ซื้อ: เห็นหน้าปกแล้วจำเรื่องนี้ได้เพราะเคยไปลองอ่านมาแล้ว จริงๆอยากซื้อเล่มอื่นใน รุ่น Sweet Asian ด้วยเพราะชอบทุกเรื่อง แต่ในใบรายการมันเป็นชื่อไทยเลยจำไม่ได้ มีงบจำกัดของบูทแจ่มใสด้วย (ตอนนี้จำกัดไว้ประมาณ 500) ราคา: เล่ม 1 ราคา 125 เล่ม 2 ราคา 135 ค่ะ
10. กรุ่นกลิ่นไอรักดอกไม้แดง (สองเล่มจบ) นิยายของสนพ.แจ่มใสในกลุ่ม Korean Love Series ปกติจะอ่านแค่ของควียอนี นักเขียนคนโปรดที่ทำให้เราอ่านนิยายแปลเกาหลีมากมายขนาดนี้ แม้ว่าเล่มแรกที่เราอ่านจะไม่ใช่ผลงานของเธอ แต่ควียอนีนี่แหละที่ทำให้เราพูดได้เต็มปากว่าเราชอบนิยายแปละเกาหลีเพราะเธอ ส่วนของนักเขียนคนอื่นเราไม่ค่อยอ่านเพราะเริ่มเรื่องจะสนุกแต่จบไม่สวย แต่เรื่องนี้เราสนใจเพราะฉากมันอยู่ในแนวโบราณ คล้ายๆฟิคที่เรากำลังเขียนอยู่ ซื้อเรื่องนี้มาเพื่อดูภาษาเขียน และสร้างอารมณ์ สร้างจินตนาการให้กับฟิคเราต่อไป เหตุผลที่ซื้อ: บอกไปแล้วว่าซื้อมาสร้างอารมณ์และจินตนาการให้ฟิคที่เรากำลังเขียน ราคา: เล่ม 1 ราคา 135 เล่ม 2 ราคา 145 ค่ะ
11. เพียงใจในเพลงพิณ (สองเล่มจบ) กลุ่มหนังสือกลุ่มใหม่ของแจ่มใส ที่ออกแนวแฟนตาซี สะดุดตากับปกที่สวยโคตร(สะดุดปกเล่มแรก) พอเห็นว่าออกเล่มสองก็เลยเอาเรื่องนี้ด้วย งบที่เคยตั้งจาก 540 (ราคารวมของสองเรื่องบน) เลยกระจายเป็น 900กว่าๆ แต่สองเล่มนี้หนากว่าเรื่องบนๆเยอาะมาก เป็นนิยายแปลจากนิยายจีน จากที่อ่านไปนิดนึงรู้สึกว่าเรื่องนี้เครียดเป็นบ้าเลยแฮะ แล้วมึนๆกับชื่อจีนเพราะไม่เคยอ่านนิยายแปลจีน อ่านแต่แปลเกาหลีมาตลอดจนชินกับชื่อเกาหลี แต่เดี๋ยวอ่านไปคงชินเอง เพิ่มเติมด้วยว่าเขาแถมสมุดขนาดมินิหน้าตาเหมือนเอาหนังสือเล่มนี้มาย่อส่วนด้วย เหตุผลที่ซื้อ: เหตุผลหลักเหมือนข้อข้างบนที่ซื้อมาสร้างอารมณ์แต่งฟิค อ่านไปนิดนึงรู้สึกสนุกมากแต่ทำไมมันเครียดเยี่ยงนี้ฟระ ราคา: เล่ม 1 180 บาท เล่ม 2 จำราคาผิดไป 20 บาท เล่ม 2 ราคา 220 บาทค่ะ ปล.ชอบพี่ๆคนขายบูทแจ่มใส่มานานแล้ว จัดการบูทได้ดีมากคนเยอาะทุกปีแต่พี่ๆก็ไม่ทำให้พวกเรารอนาน เสียแต่เราเองนี่แหละที่ไม่ได้ดูเรื่องไว้ก่อนว่าจะเอาอะไร และถึงคนจะแน่นลูกค้าเยอาะก็ยังยิ้มได้และบริการดี ขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไป รักสนพ.นี้จัง
หมดแล้วค่ะที่ซื้อมา ตอนไปซื้อเบียดคนก็เหนื่อยแถมพิมพ์ก็เหนื่อย ตั้งแต่ 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืนเลย 555 ก็อยากเขียนนี่นา สุดท้ายขอขอบคุณ ป่าป๊าที่ให้เงินซื้อหนังสือเมื่อเช้า พอดีกับงบที่หนูตั้งไว้ไม่ต้องเบิกเพิ่มเลย(จริงๆก็ปลดเกียร์ว่างมิบุจะซื้อเยอาะกว่านี้อีก หุหุ)แล้วก็ไปรับด้วย ขอบคุณแม่ที่ไปเป็นเพื่อน(ขอโทษนะคะที่ซื้อหนังสือมารกบ้าน แต่ลูกติกหนังสือมันก็ดีกว่าติดอบายมุขนะก๊ะ) ขอบคุณน้าแวว ที่เดินเป็นเพื่อนแถมรอหนูที่เบียดเข้าไปในบูทต่างๆ ตั้งนาน ^^" ขอบคุณเมเจอร์ที่อุคส่าห์ไปรอเจ้ซื้อหนังสือ(ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ชอบอ่านหนังสือแท้ๆ) แถมวันนี้ยังได้ชื่อเล่นใหม่เป็น ไผ่ตงด้วย หุหุ แล้วขอขอบคุณ จุ๊ เพื่อนคนแรกที่โทรศัพท์มาอวยพรวันเกิดให้(แม้จะไม่ใช่เพื่อนคนแรกที่อวยพรวันเกิดให้เราก็ตาม) ,อี๊วิว ที่โทรมาอวยพร(หนูขอสวยวันอย่างเดียวไม่สวยคืนเด็ดขาด เดี๋ยวคืนไปหมดแย่เลย(ฮา)) และที่แปลกใจกันไปตามๆกัน เฮียเปาที่มาอวยพรวันเกิดให้ ขอบคุณมากๆค่ะ ขอบคุณที่ทำให้รู้สึกมีอะไรดีๆเกิดขึ้นในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 19 นี้ ขอบคุณจริงๆ EDIT มาเพิ่มเติมข้อมูลให้อีกนิด กับแก้ไขข้อมูลราคาสินค้าค่ะ April 06 Happy Birthday to Meตั้งใจว่าจะเขียนบล๊อควันที่ 5 คั่นก่อนจะเขียนบล๊อคนี้ แต่เห็นทีคนจะทำไม่ได้เพราะเวลาก็ล่วงเลยเอาป่านนี้แล้ว
พร้อมทั้งแผนพรุ่งนี้ที่ป่าป๊า(พ่อ)ต้องลากเราจากเตียงไปใส่บาตร [T^T ใจจริงอยากตื่นสาย] แล้ว ยังต้องไปลุยงานหนังสือที่มีคนเป็นเบือเพราะพรุ่งนี้มันวันหยุดราชการด้วยนี่ จริงไหม? ยังไงคงจะตกแต่งอะไรมากไม่ได้ พิมพ์ พิมพ์ พิมพ์ แปะ ได้แค่นี้เท่านั้น
Happy Birthday to Me
ฉลองครบรอบวันเกิดปีที่ 19 ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ราบรื่น และ มีความสุข ดังที่เราปรารถนา
ถึงคุณยูโกะจะพูดไว้ในเล่ม 4 ว่า หวังอะไรแล้วเป็นไปไม่ได้ดังหัวคือมนุษย์ แต่เราก็ยังหวังที่จะสมปรารถนา
และขอให้เป็นอีกปีที่แข็งแรง สมบูรณ์ ผ่านพ้นปัญหาด้วยดี ไม่มีภัยหรือศัตรู
ขอให้พบเจอกับมิตรแท้ ขอให้เจอคนดีๆ ขอให้เป็นที่รักของทุกคน
ขอให้มีสติ เสมอๆ ขอให้แข็งแกร่ง และประสบความสำเร็จ
ขอโทษที่ขอเยอาะ แต่อยากจะขออะไรเพื่อตัวเองบ้าง ใครหลงเข้ามาช่วยเขียนคำว่าสุขสันต์วันเกิดก่อนออกไปด้วย แล้วเราจะจำไว้
ขอบคุณเมย์ที่ไม่ลืมวันเกิดเราแล้วโพสสุขสันต์วันเกิดในเอ็นทรี่ของฮยอคแจ ขอบคุณจริงๆที่ไม่ลืมวันเกิด และไม่ลืมเรา คราวหลังถ้าไปที่สเปซอีกจะไม่ทำตัวเป็นผีแล้วจะเมนท์ให้นะ สู้ๆทั้งเรื่องงานและทุกๆเรื่องจ้ะ
แล้วปีนี้ ขอรักดงบังชินกิ รักซุปเปอร์จูเนียร์ ตามล่าหาแฝดซอลกงซันชี่ ลีดงอุกต่อไป
19 ขวบ น่าจะดีกว่า และเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิมนะเรา แต่อย่างนั้นใจจริงก็อยากเป็นเด็กอยู่ดี
เพราะอย่างนี้จะชอบสับสนอายุ ถ้าจู่ๆเราบอกว่า 17 คือเราสับสน ไม่ได้มีเจตนาโกงอายุนะ เราพูดจริง จริงจังนะเนี่ย
เอาเป็นว่าพอดีกว่า แค่นิดเดียวพิมพ์ซะยาว ขอสุขสันต์วันเกิดอีกครั้งก่อนไปนอน
แล้วเจอกันนะ April 04 HBD Eunhyuk Lee HyukjaeApril 03 Korean Boom ตอน ฟังตามชาวบ้านมิบุสนใจฟังเพลงเกาหลีมากขึ้นนอกจากดงบังชินกิกับซุปเปอร์จูเนียร์ หลังจากที่มิบุต้องเข้าเว็บดาราเกาหลีอย่างป๊อบคอร์น หรือ ปิงบุ๊คไปอัพเดตข่าวของ ท่านเทพและเหล่าลิง เห็นลิ้งค์ผ่านตาอยู่ทุกวันเลยขอกดโหลดดูบ้าง ก็เพราะดีค่ะ บางเพลงก็มีจุดขายอื่นที่ทำให้เราสนใจเพลงนั้นๆได้ภายหลัง อย่างเช่น Grace ของ Lee Soo Young ที่อีจุนกิมาเล่น เป็นต้น ที่ดูเพราะเอ็มวี แต่เราจะเช็คกระแสของเพลงก่อนนะ ถ้าคนที่เคยฟังว่าเพราะก็จะไปหาMV ใน Youtube มาดู ถ้าดู+ฟังแล้วเพราะ ถึงจะโหลดมา
แต่เพลงพวกนี้เราฟังนานแล้ว(ก่อนหน้านี้ราวๆ 2-3 อาทิตย์) แต่เพิ่งมาโหลด เพราะตอนนั้นมันไม่ค่อยโดน แต่ตอนนี้คิดถึงเลยโหลดมาซะหน่อย ที่บอกไม่โดนอย่าคิดว่าไม่เพราะนะ แต่แนวบอยแบนด์แบบนี้ มันเหมือนดงบังชินกิกับซุปเปอร์จูเนียร์ไง แล้วพอฟังก็ไม่ได้ปิ๊งปั๊งเกิดความรู้สึก รัก หรือ ชอบเหมือนกับดงบังชินกิ เหมือนบางคนที่เขาชอบทุกวงค่ะ แต่ว่าเพลงของเขาเพราะดีด้วยนะ
1.In Your Hand - Xing
เพลงนี้มี 2 Version คือ ปกติร้องกัน 4 คนเป็นภาษาเกาหลี และ ร้องเดี่ยวเป็นภาษาอังกฤษ โดยนักร้องนำชื่อเควิน ซึ่งอายุยังน้อย แค่ 15 เท่านั้น อยากบอกว่าวงนี้เด็กจังเลย แก่สุดเนี่ยอายุเท่าเราเลยนอกนั้นก็ยังเด็กอยู่ ยังไงก็ดูภาพประกอบได้นะจ้ะ ส่วนเพลงเนี่ยของเขาก็มีคุณภาพ โดยเฉพาะเวอร์ชั่นของน้องเควินที่ร้องภาษาอังกฤษได้ชัด สมกับที่น้องเขาอยู่อเมริกามา อยากรู้ว่าคนไหนคือน้องเควิน ไม่ต้องเดาค่ะ ดูภาพเดี่ยวได้เลยข้างล่างนะค่ะ
เป็นไงบ้างคะ เห็นหน้าน้องเขาเกิดหวั่นไหวบ้างรึเปล่า มิบุไหวแล้วคะแต่แค่เบาะๆเท่านั้น^^ ไปโหลดได้เลยนะค่ะทั้ง Version ปกติ และ Version น้องเควินร้องภาษาอังกฤษ 2. Crash(Crazy in Love) - Battle ขอเท้าความสักนิดว่า Battle เป็นกลุ่มที่สมาชิกบอยแบนด์รุ่นเก๋าอย่างวงชินฮวาคัดเลือกสมาชิกที่มีความสามารถและหน้าตาดีมารวมกันเป็นวงใหม่ จึงได้มาอย่างที่เห็น แต่ละคนก็หน้าตาดีนะแต่ไม่เข้าใจว่า MV ทำไมมันถึงมืดเยี่ยงนั้น...มองเห็นหน้าไม่ชัดเลยอ่า... แต่เพลงCrash(Crazy In Love) จังหวะมันชวนเต้นมาก ต้องเต้นแรงๆด้วยเพราะเพลงมันส์สุดๆ แต่ฟังไปฟังไป รู้สึกว่าเพลงนี้จะสไตล์ชินฮวานะเราว่า เอาหละ เชิญไปฟัง Battle-Crash(Crazy In Love) ได้ ณ บัดนาว ยังไงถ้าฟังแล้วชอบก็อย่าลืมอุดหนุนของจริงนะจ๊ะ สนับสนุนหนุ่มๆเขาหน่อยเนอาะ จะได้มีกำลังใจทำงานไง ขอให้ฟังเพลงอย่างมีความสุขนะคะ 19 Sai...ฉันเกลียดตัวฉันที่อายุ 19ในบรรดา 3 Category มี Music Box นี่แหละที่เราเขียนน้อยที่สุด เราเลยกลัวว่ามันจะน้อยใจเลยต้องมานั่งเขียนเนี่ยแหละ
จะว่าไปแล้วจะมีใครรู้จักรูปที่เรากำลังตั้งอยู่ตอนนี้ทั้งที่โชว์เป็น Slide และ Avatar ว่าเป็นรูปอะไร แล้วเพลงที่เราเปิดอยู่เป็นเพลงอะไร
แล้วจะมีใครที่รู้จักเรื่อง XXXโฮลิค บ้างนะ ถ้ารู้จักรูปพวกนั้นก็มาจากเรื่องนี้แหละค่ะ^^
XXXโฮลิค คือการ์ตูน(Manga)ที่วาดและแต่งเรื่องโดยกลุ่มนักเขียน CLAMP(อ่านว่า แคลมป์) เป็นเรื่องราวของร้านที่ทำให้ทุกคนสมปรารถนา โดยลูกค้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อกับคำขอของลูกค้า แล้วเรื่องนี้ก็เป็นการ์ตูนที่เราชอบสุดๆในตอนนี้ เพราะเป็นการ์ตูนของแคลมป์ แถม...มันยังชวนจิ้น(Y)ได้อีกด้วย หุหุหุ
และการ์ตูนเรื่องนี้ก็มีอนิเมออกมาด้วย เราเลยไปหามาดูจากYoutube แล้วก็ได้ฟังเพลงเปิดเรื่องหรือOpening Track เพลงนี้
19 Sai ของ Suka Shikao
มิบุได้ยินครั้งแรกก็ชอบเลย เพลงนี้มันออกจะร๊อคนิดๆ มิบุชอบเพลงที่บีทหนักๆหน่อยอย่างเพลงเนี๊ยะ ใช่เลยค่ะ อีกอย่างเนื้อเพลงก็ฟังแล้วสะดุดหู ชวนให้เราคิด
โดยเฉพาะท่อนฮุค "ผมเกลียดอายุสิบเก้าของผมมากๆ" ที่ร้องย้ำบ่อยๆ จนมิบุนึกถามตัวเองในใจ(เพราะไม่รู้จะไปถามใคร) ว่ามันจะเกลียดอายุ19ไปทำไมกันน๊า แต่ถึงมิบุจะไม่รู้คำแปลทั้งหมดแต่ฟังแล้วมันก็เข้ากับเรื่องที่ดูมัวๆมึนๆได้ดีนะคะ
ถ้าสนใจละก็ เชิญโหลดได้เลยค่ะ http://www.mediafire.com/?b1zuyjyw1z2
April 02 [DBSK-SF]Fool Me แกล้งรัก...กันสักวันTitle: Fool Me แกล้งรัก...กันสักวัน
Category: Romance [Boylove] Paring: Yunho-DBSK/Jaejoong-DBSK Rate: G: กุ๊กกิ๊กน่ารักหวานแหวว ไม่มีฉากร่วมเพศ คำหยาบคาย และความรุนแรง Talking: ไปโพสที่ Aphotic โดยลืมโพสที่นี่...นึกขึ้นมาได้ก็อยากตีอกชกตัวให้สาแก่ใจ เพราะฟิคเรื่องนี้แต่งขึ้นมาเพื่อ April Fool โดยเฉพาะ แต่เพราะมิบุไม่สามารถแต่งฟิครั่วๆได้มันเลยกลาบเป็นฟิคเยี่ยงนี้ แต่งโดยมีเวลาแค่ 1 วัน มันเลยเน่ามากมายเพราะรีบโคตรจะให้อยู่ใน April Fool พอดี ก็ถ้าไม่โพสวันนั้นจะมีความหมายอะไรล่ะ(แล้วทามมายตรูโพสที่นี่ไม่ทันฟร้า T^T) Warning: SF หรือ Short Fiction คือ เรื่องแต่งที่มีความยาวไม่เกิน 3-5 ตอน และ "เรื่องแต่ง" เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Boylove ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพศชายด้วยกัน หากรับไม่ได้ก็ไม่ควรอ่านนะคะ อนึ่ง ฟิคนี้เป็นเรื่องแต่งเพื่อความสนุกสนาน จงอย่าได้คิดเป็นอื่นที่มากกว่าความสนุกสนานอย่างไร ก็บอกแล้วว่านี่คือเรื่องแต่งไม่ใช่เรื่องจริง
ที่รูปปั้นแมวหน้าสถานนีรถไฟ เช้าวันที่ 1 เมษายน คุณจะเห็นผู้หญิง เอ้ย! ผู้ชายคนหนึ่งกำลังคอยใครสักคนอยู่ สักครู่คิ้วดำสวยที่ขมวดเข้าเป็นปมกลางหน้าผากบนใบหน้าเรียวสวยก็คลายออก แววตาของเขาแม้จะคลายกังวล เมื่อเห็นชายร่างสูงเดินตรงเข้ามาหา แต่แก้มคนหน้าสวยกลับพองลมสะบัดหน้าหนีใบหน้าหล่อเหลาของคนที่มาสายไป 30 นาที “ยุนโฮ...นายช้ามากเลยนะ” “ขอโทษนะแจจุง...ฉันทำงานพิเศษติดกันหลายวันแทบไม่ได้พักผ่อน พอได้นอนก็เลยนอนเพลินไปหน่อย” ยุนโฮยิ้มแหยๆ เกาหัวแกรกๆเป็นการยอมรับผิด ซึ่งแจจุงก็เห็นใจอยู่ว่ายุนโฮเหนื่อย โทรคุยกันเมื่อวานเขาก็บอกให้ยุนโฮพักผ่อน แต่เจ้าตัวกลับชวนเขาไปเที่ยวเอง อีกอย่างยุนโฮไม่เคยมาสายสักครั้งเขาถึงรู้สึกเป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยุนโฮ “ก็ได้...” แจจุงเดินเชิดหน้าเดินนำยุนโฮเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไป “...แต่ในฐานะที่นายมาสายนะ...นายต้องเป็นคนเลี้ยงนะ...” แจจุงหันหน้ามาบอก ยุนโฮยิ้มกว้างตอบ “เอาอย่างนี้ดีกว่า...วันนี้เราจะเล่นเป็นแฟนกัน 1 วัน ฉันจะดูและเทคแคร์ตามใจนายทุกอย่าง ดีไหมล่ะ” แจจุงเบิกตากว้าง “เป็นแฟนเหรอ?...นายนึกอะไรของนายเนี่ยยุนโฮ” “ก็วันนี้วันเอพริลฟูล วันแห่งการโกหกไม่ใช่เหรอ เรามาเล่นอะไรให้เหมาะกับเทศกาลเถอาะ นะ” “ก็ได้” แจจุงตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่ายุนโฮจะมาไม้ไหนกันแน่จู่ๆก็มาเล่นอะไรแบบนี้ แต่ยุนโฮบอกว่าจะเทคแคร์เขาแสดงว่าวันนี้แจจุงไม่ต้องจ่าย อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
ยุนโฮและแจจุงเดินทางมาถึงสวนสนุกตอนสายๆ นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเข้ามาบ้างแล้ว ทั้งสองคนซื้อบัตร แล้วเดินผ่านประตูเข้าไป “ยุนโฮ...ถามอะไรหน่อยสิ” แจจุงที่เดินตามมาถามขึ้น “อะไรเหรอ” “ฉันอยากรู้ว่า...นายจะจับมือฉันทำไม” แจจุงถามพร้อมยกมือข้างที่ถูกยุนโฮโบกตรงหน้ายุนโฮไปมา ยุนโฮหัวเราะ “ก็วันนี้เราเป็นแฟนกันนี่...จับมือกันไม่ผิดซะหน่อย...นายเขินเหรอ” “ไม่ได้เขิน...แต่สงสัยเฉยๆ” ท่าทางกลบเกลื่อนของแจจุงอาจได้ผลกว่านี้ถ้าใบหน้าขาวเนียนไม่ขึ้นสีเรื่อๆ อาการหลบตาไม่มองแบบนี้ ยุนโฮที่สนิทกับแจจุงมานานรู้ดีว่าเขิน แต่ยุนโฮก็ไม่คิดจะใส่ใจ เขายังจับข้อมือของแจจุงและเดินนำต่อไป ส่วนแจจุงที่เริ่มสงบจิตลงได้ก็ขืนมือเปลี่ยนมาจับมือแทน
...........สรุปว่าเขินทั้งคู่..........
หลังจากที่เดินจูงมือกันสักพักยุนโฮก็ให้แจจุงเลือกเครื่องเล่น แล้วทั้งสองก็เดินไปขึ้นThunder Railways รถไฟเหาะความเร็วสูง ตีลังกา 25 ตลบ ต่อด้วย Free Fall กระเช้าที่จะยกผู้เล่นขึ้นสูงเหนือพื้นประมาณตึก 10ชั้น แล้วปล่อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ตามด้วย Space Mountain รถไฟเหาะที่อยู่ในห้องมืดๆประหนึ่งโดยสารรถด่วนอวกาศ แค่นี้ยังไม่พอ ทั้งสองคนยังต่อด้วย Squid Mama เครื่องเล่นที่จำลองมาจากหมึกยักษ์ที่มีกระเช้าติดอยู่ปลายหนวด ยกผู้เล่นที่นั่งอยู่ในกระเช้าขึ้นลง แล้วเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา Amazons เครื่องเล่นล่องแก่งขนาดสองคนที่จะส่งผู้เล่นไปตามทางที่ประดับประดาเหมือนป่าอเมซอนและฝ่าฝันกับกระแสน้ำเชี่ยวกราด Tornados เครื่องเล่นที่ยกผู้เล่นขึ้นสูงแล้วหมุนที่นั่งผู้เล่นตีลังกากลับไปกลับมาพร้อมยกผู้เล่นขึ้นลง Crazy Bus เครื่องเล่นที่จำลองรถบัสที่เหวี่ยงผู้โดยสายขึ้นลงแล้วเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา และ Viking เรือไวกิ้งที่ทุกคนรู้จักกันดี
“นายไม่เหนื่อยเหรอแจจุง” ยุนโฮยืนหน้าซีดเพราะต้องเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวติดๆกันโดยไม่มีการพัก โชคดีที่เขาไม่อาเจียนออกมาเสียก่อน น่าแปลกที่แจจุงดูสบายๆกว่าที่คิด คนสวยจอมแสบเนี่ยแหละที่ลากเขาไปเล่นเครื่องนู้นเครื่องนี้ไม่หยุด แจจุงยิ้มบาง “ฉันไม่เป็นไรหรอก อยากจะไปต่อบันจี้จัมป์อีกรอบด้วยซ้ำกลัวแต่ว่านายจะเอาอาหารเช้าที่กินไปแล้วออกมาให้ฉันดูซะก่อน นั่งนี่ก่อนละกันนะยุนโฮ...” แจจุงดันหลังให้ยุนโฮนั่งลงที่ม้านั่ง แล้วก็วิ่งไปที่ซุ้มขายของเล็กๆ แล้วซื้อน้ำมา 2 กระป๋อง ส่งให้ยุนโฮกระป๋องนึง “ดื่มน้ำซะจะได้สดชื่น” แจจุงยิ้มจริงๆเขาก็ผิดเอง เขาชอบเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวตั้งแต่เด็กแล้ว เล่นติดกันหลายๆรอบแจจุงก็ยังสบายๆ แต่อย่างยุนโฮคงไม่ชินเท่าไหร่ (แจจุงจ๊ะ....คนแต่งเขียนเองยังเวียนหัวแทนนายหมีเลย/มิบุ) “ขอบใจนะยุนโฮ” แจจุงพูดขึ้น หลังจากพวกเขาทั้งคู่พักดื่มน้ำครู่หนึ่ง “ขอบใจอะไรล่ะแจจุง...ฉันต้องขอบใจนายมากกว่าที่ซื้อน้ำมาให้” “ก็ฉันฝันไว้ว่า...ถ้ามีแฟนจะพามาเล่นเครื่องเล่นด้วยกันแบบนี้...วันนี้เราเป็นแฟนกันใช่ม๊ะ...ก็เหมือนนายทำให้ฝันของฉันเป็นจริงแล้วไง” แจจุงพูดพร้อมลุกขึ้นยืน เขาปากระป๋องเปล่าในมือเข้าไปในถังขยะอย่างสวยงาม แล้วหันมาพูดต่อ “แต่ถ้าเล่นต่อๆกันแบบนี้แฟนต้องขอเลิกกับฉันแน่ๆเลย” “ไม่หรอก” ยุนโฮพูดสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกในใจโดยไม่คิด...รู้ตัวอีกทีก็พูดออกไปแล้ว “ห๊า!?” “ฉันบอกแล้วว่าจะเป็นแฟนกันหนึ่งวันก็ต้องหนึ่งวัน...ฉันไม่เลิกกับนายกลางคันหรอก” ยุนโฮว่ายิ้มๆกลบเกลื่อนอย่างแนบเนียน ปากระป๋องเปล่าของตนลงถังขยะไปบ้าง ก่อนเดินนำไปอีกทาง โดยไม่เห็นแจจุงที่กำลังยิ้มกว้าง
เวลาเที่ยงวันยุนโฮกับแจจุงรวมถึงนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็พากันไปพักทานอาหารเที่ยง ทั้งสองคนนี้ใช้เวลาดูแผนที่ไปด้วยว่าจะไปทำอะไรต่อ หลังทานอาหารเที่ยงเรียบร้อยยุนโฮก็ขอเลือกเครื่องเล่นเบาๆบ้าง อย่างรถไฟรอบสวนสนุก แข่งรถ เรือบั๊มป์ ทั้งสองคนเดินมาจนถึงบ้านผีสิงที่ยุนโฮเดินเข้าไปทันทีเพราะเห็นว่าคนเข้าไปกันเยอาะ และแจจุงก็ตามไปโดยไม่รู้เรื่องใจนึกว่าคงจะสนุกดีเพราะคนต่อคิวกันยาว
20 นาทีหลังจากเข้าไปในบ้านผีสิง แจจุงหัวยุ่ง ตาบวม หน้าซีด โทรมขึ้นอย่างเห็นได้ชัก คอก็เจ็บเพราะร้องลั่นทุกครั้งเมื่อผีผีในบ้านโผล่มาให้ตกใจกลัว ส่วนยุนโฮก็เสื้อผ้ายับเยิน เพราะโดนแจจุงทั้งกอดทั้งขยุ้มอยู่หลายต่อหลายรอบ ถึงจะได้กำไรเพราะได้กอดแจจุงก็เถอาะแต่โดนหลายรอบก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะผีในบ้านไม่ได้มีแค่ตัวสองตัว แต่มีเป็นสิบ แล้วแจจุงก็ทึ้งยุนโฮตั้งแต่ตัวแรกถึงตัวสุดท้าย ไม่เหนื่อยทนไหวเหรอ “ยุนโฮทีหลังก่อนจะเข้า นายดูดีๆก่อนว่ามันคืออะไร...รู้อยู่ว่าฉันกลัวผีมาก” แจจุงบ่นพลางเช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าของยุนโฮ จมูกและตาสวยๆของแจจุงกลายเป็นสีแดงเพราะร้องไห้ตกใจกลัวผีในบ้านผีสิง ถึงจะรู้ว่าเป็นของปลอมก็เถอาะ ยุนโฮยิ้มขำเพราะเหตุการณ์ตรงหน้าเหมือนจะสลับกับเหตุการณ์เมื่อเช้านี้ “ขอโทษนะ...นั่งรอตรงเดี๋ยวฉันจะไปซื้อไอศครีมให้นายกินละกัน...จะได้ร่าเริง” “เย้” ยุนโฮยิ้มให้กับท่าทางดีใจเหมือนเด็กๆของแจจุงอีกที เขารู้ว่าถ้าแจจุงอารมณ์ไม่ดีเมื่อไหร่วิธีการที่ดีที่สุดคือซื้อไอศครีมมาให้ทาน แจจุงจะหายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งไอศครีมคราวนี้ก็ได้ผลเหมือนทุกครั้ง แจจุงร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว
หลังจากที่แจจุงฝื้นจากการกลัวผีที่บ้านผีสิง ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วทั้งสองคนก็ไปหาอาหารเย็นทานแล้วก็ไปเล่นเกมส์กัน ทั้งปาห่วง ตกเบ็ด ชู๊ตบาส ปาลูกดอก จนกระทั้งเกมส์ยิงปืนที่แจจุงตั้งใจมากเพราะของรางวัลคือตุ๊กตาช้างนั่นเอง แต่แจจุงก็ไม่ได้ ยุนโฮจ่ายเงินค่าเล่นอีกครั้ง คราวนี้ลองเอง แล้วก็ทำสำเร็จเป้าถูกยิงจนล้มหมด นอกจากจะได้ตุ๊กตาช้างขนาดที่ใส้เข้าไปในเป้ของแจจุงพอดีเป๊ะ ยังได้ตุ๊กตาหมีขาวตัวโตเป็นของรางวัลพิเศษที่ได้ ไฮสกอร์อีกด้วย “จะเอาไปทำไมเนี่ยตุ๊กตาหมีตัวเบ้อเริ่ม” ยุนโฮบ่นเพราะใจจริงจะเอาแค่ตุ๊กตาช้างให้แจจุงไม่นึกว่าเขาจะได้ท๊อปสกอร์ถึงได้ตุ๊กตาหมีขาวมาเป็นของขวัญอีกตัว “นายไม่เอาฉันเอาเองก็ได้ยุนโฮ มันน่ารักดีออก” คว้าเอาตุ๊กตาหมีขาวมากอดไว้แน่นสีหน้ายิ้มอย่างมีวามสุข “ฉันรู้มาก่อนว่านายชอบตุ๊กตาหมีขาวนี่ด้วย” “ก็มันเหมือนกันคนที่ฉันชอบมากน่ะสิ” แจจุงเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว “อะไรนะ” ยุนโฮถามซ้ำ จริงๆเขาก็ได้ยินนั้นแหละแต่แกล้งไม่ได้ยิน อีกอย่างคนที่บอกว่าเขาเหมือนหมีขาวขั้วโลกก็คือแจจุง ถ้าไม่เป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ยุนโฮขอคิดว่าคนที่แจจุงว่าคือเขา “อะไรเหรอ” แจจุงถามกลับด้วยความสงสัย แน่นอนว่าเมือกี๊เจ้าตัวไม่รู้สักนิดว่าตัวเองพูดอะไรออกไป “ไม่หรอก...ไม่มีอะไร” ยุนโฮยิ้มให้กับตัวเองแล้วเดินนำออกไป
ตอนนี้คำแล้วแต่คนก็ยังคึกคักเพราะพาเรดตอนกลางคืนที่รถขบวนมีการประดับประดาไฟอย่างสวยงาม แต่เครื่องเล่นหลายๆชิ้นก็ยังเปิดทำการและมีคนต่อคิวอยู่อย่างเช่นชิงช้าสวรรค์ที่ทุกคนที่มาที่นี่ต้องมาเล่น โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่จะสวยงามเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้คิวชิงช้าสวรรค์ยังคงยาวเหยียดแม้จะดึกแล้ว ทั้งสองคนยืนต่อคิวอยู่นานจนในที่สุดก็ได้ขึ้น แจจุงกอดตุ๊กตาหมีขาวไว้ ส่วนยุนโฮตามเข้าไป ทั้งสองนั่งหันหน้าเข้าหากัน ความเหนื่อยอ่อนจากกิจกรรมทั้งวันทำให้ทั้งสองนั่งเงียบ ในขณะที่ชิงช้าสวรรค์ก็พาพวกเขาสูงขึ้นเหนือพื้น เรื่อยๆ เรื่อยๆ “แจจุง...นายกอดหมีตัวนั้นตลอดเลยนะ...ชอบมากเลยเหรอ” ยุนโฮพูดขึ้นทำลายความเงียบ “อืม...ขนมันขาวแถมยังนิ่ม...กอดแล้วอุ่นจะตาย” แจจุงพูดไม่พอยังซุกไซ้ตุ๊กตาหมีอย่างน่ารัก จนคนนั่งตรงข้ามเกิดอิจฉาตุ๊กตาหมีขึ้นมาดื้อๆ “ไม่กอดหมีอย่างฉันบ้างล่ะแจจุง...กอดนายหมีขาวอย่างฉันก็อุ่นได้เหมือนกัน” “ยุนโฮ...” ยังไม่ทับจะตอบไฟก็ดับขึ้นมากระทันหัน ชิงช้าสวรรค์ที่ยุนโฮกับแจจุงโดยสารลอยขึ้นเกือบสูงสุดต้องหยุดชะงัก “ไฟดับนี่” แจจุงตกใจลุกขึ้น ยุนโฮรีบฉุดมือให้แจจุงนั่งลง แต่แจจุงเสียหลักลงมานั่งตักยุนโฮพอดิบพอดี จะขยับตัวลุกก็ถูกวงแขนแกร่งโอบรัดไว้ไม่ปล่อย “อยู่นิ่งๆก่อนนะแจจุง...อยู่แบบนี้สักพัก” “อย่าทำแบบนี้สิยุนโฮ” ความมืดทำให้ทั้งสองไม่เห็นหน้ากัน แต่ยุนโฮก็รู้ว่าแจจุงกำลังเสียใจจากน้ำเสียงในประโยคนั้น “ทำไมล่ะ...ตอนนี้ยังเอพริลฟูล...ฉันยังเป็นแฟนนายอยู่นะแจจุง” “นั่นสินะ...เพราะอย่างนี้ฉันถึงอยากให้นายโกหกอีกเยอาะๆ เพราะฉันมีความสุขกับการโกหกของนายจัง” น้ำเสียงขมขื่นของแจจุงทำให้ยุนโฮรู้สึกปวดร้าวไปด้วยเพราะแจจุงรักเขามาก แต่เขาเพิ่งมารู้ไม่นานว่าตัวเองก็ชอบแจจุงเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสจะได้บอกซะที ตอนนี้คงเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้บอกแจจุงแล้วว่า “แจจุง...ฉันไม่ชอบนาย” ยุนโฮพูดขึ้น “ห๊า???” “วันนี้วันเอพริลฟูลฉันถึงไม่ชอบนาย” สายตาที่ปรับให้ชินกับความมืดทำให้แจจุงมองเห็นใบหน้าของยุนโฮที่กำลังยิ้มกว้าง แจจุงยิ้มตอบยุนโฮเช่นกัน “ฉันก็ไม่ชอบนายที่สุดเลย ยุนโฮ”
End March 30 My Simple Life ตอน หลงทาง(รัก)เสียเวลาวันนี้ว่าจะทำอะไรหลายต่อหลายอย่างเลย แต่...มิบุมัวแต่สูบรูปดงบังจนเพลินไปเลย
ทั้งสูบรูปทั้งดูคลิป ไม่อยากเชื่อว่าเราสูบรูปไปเยอาะและดูคลิปไปเยอาะมากๆ
แต่เรากลับรู้สึกว่า นี่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ฉันเพิ่งสูบไปไม่กี่รูปเอง
มารู้เอาตอนที่รู้สึกเมื่อยนิ้วกับดูนาฬิกานั้นแหละว่า ห๊า!?ป่านนี้แล้วเหรอ?
สงสัยเพราะดงบังชินกิคือสิ่งที่เรารักละมั๊ง รวมถึงซุปเปอร์จูเนียร์ด้วย
ถึงยังไงดงบังชินกิก็คือที่หนึ่งของเราในตอนนี้
ที่บอกว่าตอนนี้นั่นก็เพราะว่าเราไม่แน่ใจว่าจะมีวันไหนที่เราเบื่อดงบังชินกิรึเปล่า
แต่ตอนนี้เรารู้ว่า ไม่เคยชอบนักร้องคนไหนมากมายขนาดนี้ ไม่เคยติดตาม ใส่ใจใครมากขนาดนี้
แถมยังเป็นคอนเสิรต์ที่เราอยากไปดูแล้วได้ดูจริงๆด้วย ได้เห็นตัวจริง ฟังเสียงของเรา มันมีความสุขที่สุด
พูดแล้วก็นึกถึงครั้งแรกที่เราได้รู้จักเขาตอนนั้นเรายังไม่ถึงขนาดนี้ เราเริ่มสนใจดงบังเพราะกิตติศัพท์ความYนั่นแหละ(ฮา)
แต่ไม่นานเราก็ถูกเสน่ห์ของเราดึงดูด จากที่ไม่ชอบผู้ชายเกาหลีแต่เรามาชอบดงบัง
ไม่เคยคิดถึงข้อเสีย อดีตที่ดีหรือร้าย ทำอะไรแย่ขนาดไหน แต่เรามองข้ามไปหมด ไม่สนใจเลย
แต่กับคนอื่นทำเลวนิดนึงเนี่ย เราเมินเลย
และเพราะดงบังที่ทำให้เราดูหนังเกาหลี ฟังเพลงเกาหลี รู้จักอะไรที่เป็นเกาหลีมากกว่าเดิมหลายอย่าง(และทำให้เราอยากเรียนภาษาเกาหลีด้วย)
ไม่เคยเสียใจที่ชอบดงบังชินกิ ไม่เคยเลย เพลงของดงบังเราหยิบมาฟังทุกครั้งที่เหงาถึงเราไม่เข้าใจภาษาเกาหลี และรู้ภาษาญี่ปุ่นแค่หางอึ่ง
แต่พอฟังเพลงของดงบังชินกิ เรารู้สึกมีกำลังใจมากๆ จิตใจถูกเติมเต็มเลย(ฮิฮิ)
จนมิบุคิดว่าถ้ามีแฟนแล้วแฟนให้เลิกชอบดงบังมิบุอาจเลิกกับแฟนแทน (ก็ดงบังอยู่กับฉานก่อนแกร555+)
พูดอย่างนั้นแต่เราก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าแคสสิโอเปียได้เต็มปาก เพราะเรายังไม่ค่อยรู้อะไรมากเท่าไหร่
ยังไงก็จะติดตามดงบังชินกิตลอดไป เป็นกำลังใจให้เธอจากดินแดนที่บินนาน 5 ชั่วโมงถึงจะเจอกัน
Fighting!!!
ปล.เมาท์ยาวเหมือนกันนะเรา ทีแรกคิดว่าจะสั้นนะเนี่ย March 29 My Simple Life ตอน ชีวิตนี้ช่างสวยงาม(เหรอ?)ไม่ได้เขียนเรื่องตัวเองมาหลายวันแล้ว จริงๆเมื่อวานก็จะโพสนะแต่บล๊อคนั้นละเอียดมาก เราเขียนอย่างปราณีตสุดๆ เขียนด้วยความรัก แต่ยังไม่อกหรอกว่าเขียนเรื่องอะไร โพสปุ๊บก็รู้ปั๊บแหละ วันนี้ก็ไปหาหมอสิวอีกแล้ว ไปหาทุกอาทิตย์ตามปกติแต่รู้สึกเหมือนเพิ่งไปหาเมื่อไม่นานนี้เองแล้วก็ไปหาอีกแล้ว อาทิตย์นี้หมอฉีดสิวซร้า...หน้าระบบไปหมด แถมเพิ่มโรแอคคิวเทนอีก 1 เม็ด กลายเป็นสัปดาห์ละ 6 เม็ด >_< พี่พยาบาลที่กดสิวก็บอกว่าไม่มีสิวแล้วนะ พี่พยาบาลที่ลอกสิวก็บอกว่าสิวไม่มีแล้วนะ (มีแต่รอย) แต่ทำไมคุณหมอถึงจ่ายยาเช่นเดิมอยู่ละเนี่ย แถมฉีดยาซร้าทั่วเลย(เป็นครั้งแรกที่อิช้านได้กลิ่นเลือดจากหน้าตัวเอง เหอๆๆ) เอาวะ...ทำแล้วสวย...ท่องไว้ เรียบ เนียน เด้ง เกาหลีๆๆๆ(จริงๆดาราเกาหลีก็มีสิวนะก๊ะแต่พวกเขาเมคอัพปิด อิช้านเห็น แต่ถึงอย่างนั้นอิช้านก็อยากผิวเนียนตึงเด้งดึงเยี่ยงนั้นบ้างอ่ะ) อิทธิพลจากการเขียนบล๊อคที่แล้วเรื่อง เพลง Sakura Kiss ที่เป็น OST(Original Sound Track) ของ Animetion เรื่อง Ouran High School Host Club มิบุเลยไปดูใน Youtube จนไม่ได้ทำงานทำการอะไร อ่านก็สนุก ดูก็สนุก ชอบ ฝาแฝดฮิตาจิอิง คาโอรุ&ฮิคารุ, รุ่นพี่เคียวยะ โอโทริ เคียวยะ, รุ่นพี่โมริ โมริซึกะ ทาคาชิ โดยเฉพาะในอนิเม บทรุ่นพี่โมริฮามากๆ นิ่งๆแต่พอพี่แกน๊อตหลวมปุ๊บมิบุอยากจะล้มลงไปขำกับพื้น...ได้ใจไปเลยรุ่นพี่โมริ ดูจนลืมกิมจิเลย(ฮา) แต่พอมิบุไประเริงกับโอรังโฮสคลับ เพื่อนๆในบอร์ดก็มาโพสเรื่องของฝูงลิงในบอร์ด อ้าวไม่รู้เหรอว่าฝูงลิงคืออะไร...Super Juniorไงจ๊ะ มิบุชอบหลายคนนะ แต่โฟกัสซองมินเป็นพิเศษอิ๊อิ๊ ท่านยูเมะกะท่านโยมาแปะรูปการ์ตูนไว้ด้วยให้ชาวบอร์ดเดา มิบุเลยทายสนุกจังเลย พูดถึงลิง มิบุอยากให้พวกเขาออกชุดสองเร็วๆจัง แบบพร้อมกัน 13 คนนะ แต่ก็ได้ยินว่าจะออกเพลงประกอบละครให้ Super Junior Trot กรุ๊ปย่อยของ SJ ร้อง อยากฟังจัง ตอนนี้เลยตามหาไฟล์อยู่เนี่ย ใครก็ได้เอามาปล่อยให้ฉานที พอละคิดอะไรไม่ออกแล้ว ว่าแต่ว่า...มันไม่ค่อยจะเกี่ยวกับชื่อเรื่องเลยเนอาะ เหอเหอเหอ March 27 Categoryใหม่Music Box!!...ประเดิมเพลงแรก Sakura Kissหายไปสองวันไม่ได้มาอัพ วันหนึ่งไปตามล่าหาโปรแกรมPhotoshop CS ที่ตะวันนา อีกวันก็ออกไปร่อนที่เดอาะมอลล์บางกะปิ
จริงๆแล้วเมื่อวานก็นั่งคิดอยู่ว่าจะอัพอะไรดีหว่า เรื่องน่ะมีแต่จะอัพอะไรก่อนดีหนอ...??
หลังจากที่นั่งคิดนอนคิดว่าจะเอาเรื่องอะไร และจะจัดลงในCategory ไหนเพื่อให้เป็นหมวดหมู่ง่ายๆ แล้วก็ต้องคิดชื่อของ Category ด้วย
หลังจากผ่านการประมวลผล เราก็ได้ Categoryใหม่ชื่อMusic Box มา
ซึ่งCategoryนี้ก็มืเรื่องเพลงตามชื่อ จะเป็นเพลงที่เราชอบมากๆ มาให้ลองฟังดู
แล้ววันนี้มิบุจัง ขอนำเสนอเพลงแรกคือ...
Sakura Kiss ของ Chieco Kawabe(จิเอโกะ คาวาเบะ) ค่ะ
ตอนนี้มิบุฟังเพลงนี้บ่อยมากๆในช่วง 2 วันที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ที่ได้ฟังเพลงนี้มันเริ่มต้นจากเพื่อน(อาราเล่) เอาเพลงนี้มาปล่อยที่หอ ได้ยินครั้งแรกก็คิดแค่ว่าเป็นเพลงที่เพราะดีนะ น่ารักดี รู้แค่ว่าเป็นเพลงการ์ตูนเพราะ อาราเล่เอาเพลงการ์ตูนมาเปิด เลยถามว่าเพลงนี้มาจากเรื่องอะไร เลยรู้ว่า เป็น Opening หรือเพลงTitleเริ่มเรื่องของ Anime เรื่อง Ouran High School Host Club นี่เอง จริงๆเราก็ไม่เคยดูหรอกแต่เคยอ่านแล้วก็ชอบมากๆ เป็นการ์ตูนผู้หญิงที่ผู้ชายอ่านได้แน่นอน อย่าติดกับชื่อเรื่องแล้วคุณจะรู้ว่ามันฮาจริงๆค่ะ แต่เพลงประกอบเนี่ยน่ารักมากๆเลย ความหมายก็น่ารักมากๆอารมณ์ประมาณ สาวน้อยน่ารักผู้มีหนุ่มๆมารุมล้อม เมื่อคนโน้นดี คนนั้นก็ดี พลอยให้หัวใจสาวน้อยแรกรุ่งต้องสับสน แล้วนี่ใครจะเป็นตัวจริงกันนะ อะไรประมาณเนี๊ยะ ไม่ต่างอะไรกับฮารุฮิที่เข้าไปอยู่ในชมรมโฮสที่มีแต่ผู้ชายที่ยอดเยี่ยม(แต่ขอยกเว้นรุ่นพี่ฮันนี่คนนึง...ละกันนะ) ซึ่งถ้าจะให้เธอเลือกก็คงจะเลือกไม่ถูก เว้นแต่ว่าฮารุฮิไม่ได้คิดจะเลิฟๆกับใครนี่นะ เพราะงั้นลองฟังและชมได้ที่นี่ ==> http://www.youtube.com/watch?v=ijL75LTojGo หรือจะโหลดแบบเต็มเพลงไปฟังได้ที่ ==> http://www.mediafire.com/?4dxlgdmqznw ฟังเพลงให้มีความสุขนะคะ March 24 My Simple Life ตอน มหัตภัยอากาศร้อนอยากอัพเรื่องหนุ่มๆจริงๆนะ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี จะเขียนฟิคก็เกิดอาการพล็อตตัน
แบบว่าแต่งเรื่องไม่ได้เลย...ไม่มีพล็อตเลย สุดเศร้าT_T
แต่ถึงกระนั้นอิช้านก็อยากอัพใจจะขาด ก็เลยเอาเรื่องตัวเองเนี่ยแหละ
เราคิดว่าเพื่อนๆคนอื่นๆคนรู้สึกร้อนกันมาหลายวัน บางคนยังแถมฝนหลงฤดูอีกต่างหาก เป็นสภาพอากาศที่เรียกได้ว่า "เซ็งเป็ด" เป็นที่ยิ่ง
หลายคนอยากหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาในอลาสก้า หรือตื่นมาอีกทีในวันสงกรานต์ให้มันรู้แล้วรู้รอด
แต่สำหรับเรา ผู้ทนทานต่ออากาศร้อน กลับไม่รู้สึกเยี่ยงนั้น เรารู้สึกดีที่อากาศร้อนมากกว่าอากาศหนาว
เพราะอากาศหนาวเมื่อไหร่ผิวเราจะเน่า แขนขาแตกลายงาไม่นับตัวที่ลอกเป็นขุย บางครั้งอาจรุนแรงรู้สึกเจ็บและแสบบริเวณที่แตก แถมหยาบกร้านสุดๆ
แถมอากาศร้อนๆอย่างนี้ทานน้ำแข็ง ไอศครีมได้ ไม่กลัวหวัดเลยหละ
เพราะงั้นวันไหนร้อนๆเราจะเอาแก้วเก็บความเย็นมาใส่น้ำแข็งจนเต็ม แล้วใส่น้ำกิน แล้วก็ถือพัดเอาไว้พัดเวลาอากาศร้อนมากๆ
อากาศร้อนจึงไม่เป็นอุปสรรคของเราเลย
จนกระทั่ง...เมื่อคืนได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
แอร์เสียค่ะ
ขอท้าวความก่อนว่า เราชินกับการเปิดแอร์นอนมาก แม้อากาศจะหนาวขนาดไหนขอให้ได้ยินเสียงแอร์มิบุจะหลับได้ทันที
แต่เมื่อคืนแอร์มีลมออกแต่ลมไม่เย็นเลยคุณแม่เลยปิดแอร์นอน ประตูเอย หน้าต่างเอยก็ไม่ได้เปิด เพราะถ้าเปิดยุงจะเข้ามารุมทันที
ขอเล่าเรื่องยุงแทรกสักนิดนะคะ ว่ายุงแถมบ้านเราทั้งเยอาะทั้งดุเลยค่ะ ทั้งหน้าบ้านหลังบ้านตรงถนนจะมีน้ำขังทุกฤดูการ ร้อน ฝน หนาว อยู่ยังไงอยู่อยางนั้น และไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย มันถึงเป็นที่เพาะยุงอย่างดี ยิ่งอากาศร้อนๆอย่างนี้ยุงยิ่งเยอาะบินชนตัวให้ยุ่งไปหมด จุดยากันยุงทีละ 5 ขดก็เอาไม่อยู่ ใช้ไม้ตียุงไฟฟ้ายุงมันก็ฉลาด มันจะบิดเข้าระยะประชิดเลยค่ะเราก็เอาไม้ตีมันไม่ได้เพราะกลัวไฟฟ้าจากไม้ตียุงไฟฟ้าจะโดนตัว มิบุเคยโดนไฟจากไม้ตียุงไฟฟ้าเล่นเอานิ้วชาไปเกือบ10นาที มิบุเลยใช้วิธียอมให้ยุงกัดแล้วทายาหม่องตราเสือ ยุงจะไม่เข้าใกล้เลยค่ะ แผลยุงกัดก็ไม่ดำด้วย ส่วนเรื่องแสบกับกลิ่นเนี่ย มิบุชินแล้ว ได้กลิ่นบ่อยๆเนี่ยมันก็กลิ่นหอมดีนะคะ^^
แล้วถ้าถามว่าทำไมที่ห้องนอนไม่ติดมุ้งลวด...ก็เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้เลยไม่ติดไงคะ
และเพราะแบบนี้มิบุเลยนอนไม่หลับ เพราะอากาศร้อนแล้วก็ไม่ได้ยินเสียงแอร์ ระหว่างที่นอนร้อนๆเอาพัดมาพัดพอหยุดพัดจะนอนก็ร้อนอีก
แต่อย่างที่บอกคือมิบุทนร้อนได้ค่ะ แต่ที่ต้องพัดเพราะเมื่อคืนใช้โลชั่นจอนสัน เหงื่อออกเลยเหนอาะทั้งตัว แย่กว่าร้อนอีก กรรมจริงๆค่ะ
แต่สุดท้ายมิบุก็คิดวีธีการดีๆออกเพราะมิบุนอนกำแพงฝั่งประตูซึ่งพื้นตรงนั้นเป็นพื้นหินอ่อน มิบุเลยไปนอนตรงนั้นเพราะมันเย็น พอพื้นเย็นเหงื่อก็ไม่ออก พอเหงื่อไม่ออกตัวก็แห้งไม่เหนอาะหนะ ก็หลับสบายจนสายเลยค่ะ
แต่เหตุการณ์ยังไม่จบ
ตอนสายๆขณะที่มิบุกำลังนอนหลับสบายต่อจากกลางคืนที่ทรมาณกับสภาพผิวทาครีมตึ๋งหนืด ก็รู้สึกเสียวแปลกๆบริเวณต้นคอ แล้วก็รู้สึกเจ็บๆเหมือนมดกัด
มิบุก็เลยตื่นมาจากการนอนต่อก็พบว่าโดนมดกัดจริงๆ หลังจากจัดการบี้เดอาะสะตายคามือไปแล้วมิบุก็นอนต่อ
แต่ว่า...
ยังมีมดตามกัดอยู่เรื่อยๆค่ะ
แล้วด้วยสัญชาตญานของคนแพ้มดอย่างเราจึงลุกขึ้นทันทีก็ต้องพบว่า ฟูกที่หนุนต่างหมอน ไร้มด พื้นหินอ่อน...ไร้มด
แต่พิ้นหน้าฟูกปลายฟูกบริเวณที่ตรงกับต้นคอของมิบุจะอยู่ตรงนั้นเวลานอน มีมดเดินสวนสนามอยู่...
เห็นแล้วก็อยากกริ๊ด แต่ก็โชคดีที่มดไม่ได้รุมมากไม่งั้นแย่แน่ๆ
นี่แหละค่ะภัยของอากาศร้อนของมิบุ ซึ่งดูจะเป็นภัยของแมลงเสียมากกว่า แต่ทำไมฤดูอื่นไม่เป็นอะไรเลยล่ะคะเนี่ย
แปลกๆเหมือนกันนะ
วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า จริงๆว่าจะอัพเรื่องฮารุฮิแดนซ์ที่เรากำลังฝึกอยู่ตอนนี้ด้วยแต่คงเยอาะไปแล้ว เมื่อยมือด้วย ไปดีกว่า March 23 [DBSK-SF]Love Story2...ตำนานรักร้านขนมTitle: Love Story2...ตำนานรักร้านขนม Category: Romance [Boylove] Paring: Yunho-DBSK/Jaejoong-DBSK Rate: G: กุ๊กกิ๊กน่ารักหวานแหวว ไม่มีฉากร่วมเพศ คำหยาบคาย และความรุนแรง Talking: กว่าจะได้แต่งตอนนี้ ที่เรียกได้ว่าเป็นตอนต่อของตำนานรักโรงเรียนมัธยมเนี่ยนานพอควร พอโพสครั้งแรกที่บอร์ด Aphotic เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 50 ถึงเริ่มแต่งตอนนั้นเลย แล้วก็เร่งมือจะให้เสร็จก่อนที่ลูกพี่ลูกน้องจากปัตตานีจะมา แต่ก็ไม่เสร็จ ใช้เวลาแต่งกว่าตอนแรก ตอนนี้เกือบอาทิตย์เลยค่ะ พิมพ์แล้วเพลินมากยาว 10 หน้า MS Word จริงถ้าขยันอาจต่ออีกหน้าแต่กลัวว่าจะยืดเยื้อจนไม่ใช่ SF(Short Fiction) เลยพอแค่นี้ และเพราะระยะเวลาแต่งตอนแรกกับตอนนี้ห่างกัน แจจุงกับยูซอนในตำนานรักโรงเรียนมัธยมกับตำนานรักร้านขนมจะนิสัยต่างกัน (ในความรู้สึกเรานะ) ส่วนยุนโฮเนี่ยจงใจให้เป็นคุณช๊าย คุณชายสุดๆเลย สมใจเรามาก Warning: SF หรือ Short Fiction คือ เรื่องแต่งที่มีความยาวไม่เกิน 3-5 ตอน และ "เรื่องแต่ง" เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Boylove ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพศชายด้วยกัน หากรับไม่ได้ก็ไม่ควรอ่านนะคะ อนึ่ง ฟิคนี้เป็นเรื่องแต่งเพื่อความสนุกสนาน จงอย่าได้คิดเป็นอื่นที่มากกว่าความสนุกสนานอย่างไร ก็บอกแล้วว่านี่คือเรื่องแต่งไม่ใช่เรื่องจริง “ทำยังไงดีนะ...อุตส่าห์เตรียมทุกอย่างแต่ดันลืมของสำคัญซะได้” เสียงของคุณนายวัย 60 ของบ้านตระกูลจองที่กำลังกระวนกระวายใจ เดินวนไปวนมาทั่วห้องนั่งเล่น “คุณนายคะ ดิฉันว่าคุณนายใจเย็นๆก่อน แล้วนี่ก็เพิ่ง 6 โมง น่าจะมีร้านเค้กเปิดอยู่บ้างนะคะ” เสียงที่สงบและใจเย็นของแม่บ้านคู่มิตร เปรียบเสมือนเพื่อนของเธอทำให้คุณนายจองสงบใจลงได้ “นั่นสินะ...แทนที่ฉันจะกระวนกระวาย...ใช่ๆๆ...ฉันต้องรีบออกไปหาเค้กก่อนที่ยุนโฮจะกลับ” “ค่ะ...นี่ค่ะเสื้อคลุม...ส่วนรถดิฉันบอกเขาให้ติดเครื่องรอให้คุณนายเรียบร้อยแล้วหละค่ะ” คุณแม่บ้านผู้รู้งานจัดหาเสื้อคลุมสวมให้นายหญิงก่อนพร้อมเดินไปส่งนายของเธอที่รถ “ขอบใจมากนะจ้ะ...ถ้าฉันไม่มีเธอต้องแย่แน่ๆเลยหละ อ้อ อย่าลืมช่วยฉันถ่วงเวลาคุณยุนโฮก่อนที่ฉันจะกลับด้วยนะ” “ค่ะ...คุณนาย”
จองยุนฮี อดีตประธานบริษัทนำเข้าส่งออก เธอต้องรับผิดชอบงานบริษัทแทนสามีที่เสียชีวิต พร้อมดูแลจองยุนโฮ ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเธอก็ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างได้อย่างดี บริษัทของสามีเจริญรุ่งเรือง ส่วนจองยุนโฮก็จบบริหารจากอเมริกาตั้งแต่อายุ 22 พร้อมเข้ารับหน้าที่ต่อจากมารดา ด้วยความรู้ที่รำเรียนถึงเมืองนอกและประสบการ์ณจากการตามคุณแม่ไปที่บริษัทตั้งแต่เล็ก ยุนโฮจึงดูแลบริษัทได้ดีไม่แพ้แม่ของเขา แต่ก็ใช่ว่ายุนโฮจะสบาย การนั่งแท่นเป็นผู้บริหารก็เหนื่อยพอตัวบางวันต้องกลับบ้านจนดึก หรือต้องไปทำงานพบปะลูกค้าในวันหยุด ลำพังเวลานอนพักยังหายาก เรื่องเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยุนโฮไปสังสรรค์กับเพื่อนครั้งสุดท้ายก็เมื่อไหร่ไม่รู้จนเพื่อนคงจะลืมหน้าไปหมดแล้ว
และนั่นก็ทำให้คุณแม่อดเป็นห่วงยุนโฮไม่ได้ ก็นอกจากลูกค้ายุนโฮแทบไม่ได้พบใครอื่น แต่ที่เธอเป็นห่วงที่สุดคือ ยุนโฮมักเกรงใจเห็นเรื่องของคนอื่นสำคัญกว่าตัวเสมอ อย่างวันนี้วันเกิดของยุนโฮแท้ๆ เจ้าตัวยังลืมได้ วันหยุดอย่างวันปีใหม่ คริสต์มาส บางปียังเผลอแต่งชุดทำงานออกไปทำงานแต่เช้า แต่วันเกิดเธอ วันเกิดลูกน้อง วันเกิดลูกค้า ดันจำได้แม่นเป๊ะ เธอจึงต้องดูแลเรื่องการพักผ่อน และลงมือจัดงานวันเกิดให้ยุนโฮด้วยตัวเอง
“ดองวอน...หลายร้านแล้วนะเนี่ยยังหาไม่ได้เลย ทำไมวันนี้คนเกิดเยอาะนักนะ...เค้กไม่เหลือสักร้านเลย” ยุนฮีถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนพลางทอดหลังลงบนเบาะหลังเนื้อนุ่มของเมอร์ซิเดสคันงาม “จีอัน...ถ้าเธอยังอยู่ก็ดีนะ...ฉันจะได้ไม่ต้องคิดมากว่าจะหาเค้กอร่อยๆจากที่ไหน” ยุนฮีรำพึง “วางใจเถอาะครับคุณนาย ผมว่าคุณนายต้องได้ขนมเค้กแน่นอนครับ” ดองวอน คนขับรถพยายามปลอบ
รถเมอร์ซิเดสขับไปเรื่อยๆรอบๆย่านการค้า จนยุนฮีที่สอดส่ายสายตาหาร้านขายขนมเค้กมองเห็นร้านคุ้นเคยที่เคยปิดกิจการไปเพราะเจ้าของเสียชีวิตแต่บัดนี้ร้านเบเกอรี่ชื่อเดิมได้รับการตกแต่งใหม่อย่างสวยงามเหมือนร้านเบอเกอรี่อื่นๆที่พบเห็นได้ทั่วไป มีโต๊ะน่ารักๆไว้นั่งทาน มีตู้โชว์ขนมเค้กและชั้นวางขนมอบ แม้ว่าประตูหน้าร้านจะบอกว่าร้านปิด แต่เพราะแสงไฟสลัวๆ เงาคน กับเซนส์ของผู้หญิง ทำให้ยุนฮีขอให้คนขับรถของเธอหยุดหน้าร้านนั้นทันที
ยุนฮีมองเข้าไปในร้านแล้วลองเคาะประตูกระจก พลางเดินสอดสายสายตาหาใครสักคนที่อยู่ในร้านนี้ทางกำแพงหน้าร้านที่ทำเป็นกระจกใสให้มองทะลุเข้าไปในร้านได้ ไม่นานก็มีคนออกมาและเปิดประตูร้านเพื่อคุยกับเธอ แม้ว่าเธอไม่รู้ว่าคนข้างหน้าจะเป็นใคร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะหน้าตาของเขาสวยเหลือเกิน แต่คนๆนี้เหมือนจีอันเพื่อนสนิทของเธอ อดีตเจ้าของร้านชื่อนี้ และเคยทำร้านที่นี่ ปาร์ติชิเย่ผู้มีชื่อเสียงและทำเค้กได้อร่อยมากๆ
“มีอะไรเหรอครับ...คือร้านเค้กของผมจะเปิดพรุ่งนี้น่ะฮะ” โทนเสียงและสำนวนการพูดทำให้ยุนฮีรู้ว่าคนๆนี้เป็นผู้ชาย ใบหน้าที่อ่อนวัยพอจะบอกอายุได้ว่าพ่อหนุ่มคนนี้น่าจะอายุใกล้เคียงกับลูกชายของเธอ “คือ...ป้ากำลังหาซื้อเค้กให้ลูกชายจ้ะ...ดูหลายร้านแล้วเขาบอกป้าว่าหมด บางร้านก็บอกว่ามีคนจองแล้ว” “เหรอฮะ...จริงๆผมก็กำลังทำเค้กฉลองให้ตัวเองอยู่พอดีเลย...อบเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งหน้า คุณป้าจะรอได้ไหมครับ” “ได้สิจ้ะ...ได้” ยุนฮียิ้มออกทันที
เจ้าของร้านหนุ่มหน้าหวานเชิญยุนฮีเข้าไปในร้าน เปิดไฟตรงโต๊ะหน้าร้านให้ พร้อมยกชาและขนมคุ้กกี้มาเสิร์ฟ เพื่อให้ยุนฮีรอ แต่โดยนิสัยที่กระตือรือร้นเหมือนสาวรุ่นของยุนฮีทำให้เธอไม่สามารถจะรออยู่เฉยๆได้ต้องยกน้ำชาและขนมเข้ามาชมการแต่งหน้าเค้กของเจ้าของร้านคนสวยที่หน้าเหมือนเพื่อนสนิทเธออย่างกับแกะ “ขอป้าเข้ามาดูด้วยนะจ้ะ...ป้าอยากเห็น” ยุนฮียิ้มให้ “ได้ครับ เชิญนั่งตรงนี้ได้ฮะ” เจ้าของร้านยิ่มตอบพร้อมเลื่อนเก้าอื้ให้ เขาไปล้างมือก่อนเริ่มลงมือ หยิบสปาตูล่าร์ตักครีมสดที่มีสตอร์เบอร์รี่สดหั่นเป็นชิ้นๆปาดลงไปบนขนมเค้กชั้นแรก “ดีจังเลยนะที่เธอทำเค้กสตอเบอร์รี่ครีมสด...ลูกชายของป้าชอบมากเลยจ้ะ” ยุนฮีพูดชม “ผมก็ชอบฮะ...เป็นเค้กที่คุณแม่ผมชอบทำและแม่ก็ภูมิใจมาก” ปาร์ติชิเย่หนุ่มสวย เจ้าของผมทองซอยสั้นระต้นคอ พูดขึ้นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจ ในขณะที่ยุนฮียิ่งสงสัยเพราะจีอันก็ชอบทำเค้กสตอเบอร์รี่แบบนี้สุดๆ “ขอโทษนะจ้ะ...หนูชื่ออะไร” “คิมแจจุงฮะ” “แล้วแม่หนูชื่อปาร์ค...เอ่อ...คิมจีอันรึเปล่า” ยุนฮีลองถาม “ใช่ฮะ...คุณป้า...รู้จักคุณแม่เหรอฮะ” แจจุงถามกลับ “จ้ะ ป้าเป็นเพื่อนสนิทกับคุณแม่ของหนูตั้งแต่ม.ต้น...แล้วป้าก็ชอบมาอุดหนุนร้านของแม่หนูบ่อยๆด้วย...ป้าชอบทานเค้กที่แม่หนูทำมากเลยจ้ะ” ยุนฮีตอบ “งั้นป้ารึเปล่าฮะที่ชอบเค้กสตอเบอร์รี่สูตรนี้ของแม่มาก...ขอให้คุณแม่ทำจนแม่เบื่อต้องทำอย่างอื่นให้ทาน” “ฮะฮะฮะ...ใช่จ้ะ...จะว่าไปลูกชายป้าก็ชอบทานเค้กสตอร์เบอรรี่เหมือนป้าแหละโดยเฉพาะเค้กของจีอันน่ะนะ” “นั่นสินะฮะ...เค้กของแม่อร่อยมากๆเลยผมเองก็ชอบ” แจจุงยิ้ม “แต่คุ้กกี้ของหนูแจจุงก็อร่อยมากจ้ะ...ป้าว่าเค้กก็ต้องอร่อยเหมือนกันแน่ๆ” ยุนฮีชม “ขอบคุณครับ” ทั้งสองคุยไป ในขณะที่แจจุงก็ลงมือตกแต่งเค้กจนเสร็จใส่กล่อง แจจุงลอบยิ้มกับเค้กชิ้นแรกที่ออกเสิร์ฟให้กับลูกค้าทั้งๆที่ร้านยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ยุนฮีหยิบธนบัตรเตรียมจะให้แต่แจจุงยกมือกันไว้ “เค้กชิ้นแรก ผมให้ฟรีครับ” “อย่าเลยจ้ะ ของซื้อของขาย...แถมหนูแจจุงจะทำทานเองแท้ๆ แล้วป้าก็มาแย่งไปแบบนี้...” “ไม่เป็นไรฮะ ผมถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้ลูกชายป้าแล้วก็ให้เพื่อนของคุณแม่ด้วย ถ้าคุณป้าอยากซื้อวันพรุ่งนี้ผมเปิดร้าน คุณป้ามาซื้อได้เลยฮะ” แจจุงยื่นถุงขนมเค้กพร้อมยิ้มให้ “ขอบใจนะจ้ะ...” “ขอบคุณที่อุดหนุนครับ” แจจุงโค้งให้ยุนฮี พร้อมยืนส่งหน้าร้าน
ยุนฮีมีความสุขที่ได้พบกับแจจุงและถูกชะตากับเด็กคนนี้มากๆ แถมยังดีใจที่ได้เค้กก้อนนี้กลับมา นอกจากยุนโฮจะชอบเค้กสตอเบอร์รี่ครีมสดที่สุด แถมสูตรยังเป็นสูตรของจีอันอีกต่างหาก จริงๆตั้งแต่ทานคุ้กกี้เธอก็รู้แล้วว่าเค้กนี้ต้องอร่อยมาก เพราะรสสัมผัสของคุ้กกี้ที่อยู่ในปากไม่ต่างจากคุ้กกี้ของจีอันที่เธอเคยทาน ผิดแต่ส่วนผสมที่ใส่ลงไปจะไม่เหมือนที่จีอันเคยทำก็เถอาะ หรือนี่จะเป็นการผสมผสานรสของแม่และลูก...แต่ถึงอย่างนั้นในฐานะสาวที่ชอบทานของหวาน มันก็อร่อยมากๆอยู่ดี ลาภปากของจองยุนฮีอีกแล้ว~
“ดองวอนจำทางมาร้านนั้นไว้นะ...พรุ่งนี้ฉันจะมาซื้อเค้กที่นี่” “ครับ”
ไม่นานยุนฮีก็มาถึงบ้าน ซึ่งยุนโฮก็มาแล้วแต่ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างบนยุนฮีนำเค้กให้แม่บ้านไปเตรียมไว้ส่วนตัวเธอก็ไปเตรียมตัวเพื่อรอยุนโฮลงมาทานข้าว สองแม่ลูกทานข้าวและพูกคุยกันไปเรื่อยๆตามปกติ แต่พอพวกเขาทานเสร็จไฟก็ดับทันที แล้วแสงเทียนจากเค้กที่แม่บ้านยกออกมา พร้อมเสียงเพลงอวยพรวันเกิดก็ดังขึ้น ยุนโฮยิ้มให้คุณแม่ แล้วก็เป่าเทียน จากนั้นสองแม่ลูกก็ตัดเค้กทานกัน “เค้กอร่อยไหมลูก...” ยุนฮีถาม “อร่อยมากครับ...แต่เหมือนผมเคยทายเค้กแบบนี้มาก่อน” “จ้ะ...แม่ก็ว่างั้นแหละ...ว่าแต่ลูกอธิษฐานอะไรตอนเป่าเค้กจ๊ะ?” “แม่อย่าหัวเราะนะครับ...คือ...ผมอยากมีแฟน” ยุนโฮพูดกลั้วเสียงหัวเราะ ยุนฮีก็หัวเราะตามไปด้วย “ทำไมล่ะจ๊ะ...?” ยุนฮีถามด้วยความสงสัยเพราะคนบ้างานจนไม่มีเวลาอย่างลูกชายเธอ ไม่เคยมีวี่แววจะคิดเรื่องหวานแหววแบบหนุ่มสาวจนเธอแอบคิดว่าลูกชายจะตายด้านรึเปล่า อยู่ดีๆจะถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ “ผมก็อยากมีใครมาคอยดูแลเป็นห่วงผม อยู่ข้างๆคอยให้กำลังใจ นอนข้างๆกัน รอผมกลับบ้าน ทำกับข้าวให้ผมทานทุกวัน มันก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ” “จ้ะ...แม่ว่าลูกต้องเจอแน่ๆ อีกไม่นานหรอก...เชื่อเซนส์ของแม่สิจ๊ะ” “ครับ” ยุนโฮยิ้ม .........พระเจ้า...ขอผมมีแฟนด้วยเถอาะครับเพี่ยงงงง.......ว่าแต่...ใครเป็นคนทำเค้กชิ้นนี้กันนะ? อร่อยมากๆ อยากเห็นหน้าคนทำซะแล้วสิ....
วันต่อมายุนโฮออกนอกบ้านแต่เช้าเพราะต้องไปต้อนรับลูกค้าแต่เมื่อออกรถมาสักครู่เลขาก็รีบโทรมาบอกนายว่าลูกค้าเลื่อนนัดกระทันหันเพราะอาหารเป็นพิษ ยุนโฮที่ยังไม่ได้ทานอาหารเช้าเพราะรีบออกมาจึงชะลอรถออกหาร้านที่ขายของกินรองท้องก่อนเวลางานจนพบกับร้านเค้กร้านหนึ่ง
เหมือนมีมนต์สะกดยุนโฮจอดรถและเดินเข้าไปในร้านที่กำลังแขวนป้าน ‘OPEN’ เรียกลูกค้าที่กำลังหิวจนท้องแห้งอย่างเขา
กริ๊ง~ง เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้หลังประตูเป็นสัญญานบอกคนในร้านว่ามีลูกค้าเข้าดังขึ้นเมื่อจองยุนโฮลูกค้าคนแรกของวันเปิดเข้ามา ...แต่ทำไมในร้านกลับไม่มีใครสักคน ยุนโฮเลยมองไปตู้แช่กระจกเพื่อดูขนมเค้กหน้าตาน่าทานหลายชิ้น แล้วเลือกชิ้นที่อยากทานไว้ในใจเพื่อรอพนักงานมารับออเดอร์
“สวัสดีครับสนใจเค้กชิ้นไหนครับ” เด็กหนุ่มวันรุ่นอายุราว 16 ปี รูปร่างสูงเพรียว ดวงตาเรียว ผมสีน้ำตาลอ่อนพร้อมริมปากอิ่มทักทานเขาด้วยรอยยิ้ม แต่บุคลิกของเขาขัดกับผ้ากันเปื้อนปักลายแม่ไก่สีแดงเหลือเกิน แต่ความหิวทำให้ยุนโฮไม่สนในตรงจุดนี้ เขาชี้ไปที่เค้กช็อคโกแล็ตเมื่อครู่ที่หมายตา กับบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก และสั่งกาแฟร้อนอีก 1 แก้ว เด็กหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นโค้งน้อยๆรับคำสั่งจากลูกค้าและไปจัดการตามคำสั่ง ในขณะที่ยุนโฮก็ไปนั่งรอที่โต๊ะ “ยูซอน...ทำอะไรน่ะ...ทำไมไม่รีบไปเรียน” เสียงแหลมแว้ดใส่ยูซอน เด็กหนุ่มผ้ากันเปื้อนแดง ที่ยืนถือจานเค้กของลูกค้าอยู่ “ก็ผมกำลังรับลูกค้าอยู่นีครับ” ยูซอนตอบน้าชายด้วยน้ำเสียงเรียบ เพราะเขาชินกับเสียงแหลมๆของพี่ชาย...ที่สวยจนอยากเรียกว่าพี่สาวให้รู้แล้วรู้รอด “ลูกค้า...หมายความว่าไง...ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านเลย...อ้าวแล้วทำไมป้าย ‘CLOSE’ มันถึงหันเข้าหลังร้านได้ล่ะเนี่ย” “ไม่ทันแล้วละครับพี่แจจุง...ลูกค้ารายแรกของเรานั่งอยู่ตรงนั้นแล้วครับ” ยูซอนพูดพร้อมพยักเพยิดไปยังทิศทางที่ยุนโฮนั่งอยู่ แต่ด้วยสติของแจจุงเขาจึงสั่งน้องชายให้ไปพลิกป้ายหน้าร้านก่อน ส่วนตัวเขาชงกาแฟแล้วไปเสิร์ฟพร้อมกับขนมที่ยูซอนจัดใส่จานไว้แล้วด้วยตัวเอง “เค้กกับกาแฟได้แล้วครับ” แจจุงพูดพร้อมนำเค้ก กาแฟ และเครื่องปรุงกาแฟวางลงบนโต๊ะ เสียงแหลมเมื่อครู่ที่เขาได้ยินจากหน้าร้านปรับเป็นเสียงนุ่มชวนฟัง ว่าแต่คนๆนี้ใช่ผู้ชายแน่เหรอเนี่ย ถึงเสียงโทนผู้ชาย แต่ฟังดูหวานกว่าผู้ชายอย่างเขา ผมสีทองสว่าง ตัดกับสีคิ้วที่ดำเข้มเหมือนสีตากลมๆนั่น ใบหน้าเรียวสวย รูปร่างบอบบาง กับผิวขาวเนียนละเอียด...โอ้...ผู้ชายอะไรว่ะ สวยเป็นบ้า “คุณลูกค้าครับ...มีอะไรติดหน้าผมเหรอครับ” เสียงแจจุงพูดเตือนยุนโฮที่เหม่อไปชั่วครู่ “ปะ...เปล่าครับ” ยุนโฮปฏิเสธกลบเกลื่อน พลางเอื้อมมือไปหยิบกาแฟมาจิบเพื่อให้ดูสมจริง แต่...กาแฟรสขมที่ยังไม่ได้รับการปรุงจากเจ้าของแก้ว ทำให้เขาต้องทนกลืนรสขมๆเข้าไปดีกว่าจะบ้วนทิ้งให้เสียฟอร์มหน้าคนสวย แต่สีหน้าเหย๋เกก็ทำให้แจจุงยิ้มกับท่าทีตลกๆของเขา “จริงๆตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเปิดร้านหรอกนะครับ...ผมเปิดร้านตอน 8 โมงครึ่ง ถึง 1 ทุ่ม ถ้าคุณอยากทานก็มาตามเวลานะครับ” “เหรอครับ... ต้องขอโทษด้วยที่ผมมารบกวน” ยุนโฮสลดลงเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอกครับจะว่าไปผมก็ผิดที่ไม่ดูว่าป้ายมันกลับด้าน และอีกอย่างคุณก็ไม่ใช่ลูกค้าคนแรกที่ทานเค้กผมก่อนที่ผมจะเปิดร้านจริงๆ แต่ยังไงซะคุณก็เป็นคนแรกของวันนี้ ขอบคุณนะครับ” แจจุงยิ้ม พลางหันหลังจะเดินกลับไป แต่มือของยุนโฮจับข้อมือแจจุงไว้ทำให้แจจุงต้องหันกลับมามองด้วยความสงสัย “ชื่อ...เอ่อผมชื่อยุนโฮ...คุณชื่ออะไรครับ” “ผมชื่อแจจุง...ยินดีที่ได้รู้จัก”
จากวันนั้นมายุนโฮก็แวะมาทานเค้กที่ร้านแทบทุกเช้า ไม่รู้เพราะติดใจรสชาติขนมเค้ก ติดใจรสของกาแฟ ติดใจเสียงเพราะๆ หรือติดใจหน้าสวยๆกันแน่ จนกลายเป็นลูกค้าประจำแถมพ่วงตำแหน่งลูกค้าคนแรกของทุกวัน จนยุนโฮได้สิทธิ์พิเศษมาทานก่อนร้านเปิดได้เพราะลูกอ้อนของเขา ดังนั้นทุก 7.30 ของทุกวันยุนโฮจะมาทานกาแฟกับขนมเค้กที่ร้านพร้อมแจจุง รวมถึงรับยูซอนลูกพี่ลูกน้องของแจจุงไปโรงเรียนด้วย ถ้าวันนั้นยูซอนต้องไปเรียน
“พักนี้เจ้านายอารมณ์ดีเป็นพิเศษนะครับ” คังอินทักยุนโฮ หลังจากเอาเอกสารมาส่ง “เหมือนคนกำลังมีความรักน่ะครับ” คังอินกล่าวเพิ่มพร้อมรอยยิ้ม คำพูดของคังอินเรียกเสียงหัวเราะจากยุนโฮ “นั่นสินะ...ผมว่าผมอาจจะตกหลุมรักอยู่ก็ได้...เพราะว่าเขาน่ารัก...ผมเห็นเขาทุกวัน คุยกับเขาทุกวัน เขาก็น่ารักขึ้นทุกวัน ผมก็เลยหลงรักเขามากขึ้นทุกทีๆ” ยุนโฮพูดด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เบิกบานสุดๆอย่างที่คังอิน เลขาคนสนิทไม่เคยเห็นนายของเขาจะเป็นแบบนี้มาก่อน แต่เขาก็เข้าใจความรู้สึกของคนที่มีความรักดี เขาเองก็ตกอยู่ในห้วงรักกับคนๆหนึ่ง และเขาก็มีความสุขมากๆ คังอินเชื่อว่าความรู้สึกของเขาคงไม่ต่างจากเจ้านายเท่าไหร่นัก “ตอนนี้เจ้านายคบกับเค้ารึยังครับ” “ยังหรอก...แต่ผมพยายามทำให้เขาใจอ่อนกว่านี้สักหน่อยแล้วจะบอกเขา” “ระวังนะครับนาย...อย่าปล่อยไว้นาน ยิ่งถ้าเขาสวย มีเสน่ห์ดึงดูดล่ะก็ คู่แข่งเพียบครับ ถ้าเจ้านายช้าเจ้านายจะลำบากนะครับ” คังอินพูดเตือนด้วยความหวังดีแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง แต่คังอินก็หันหน้ามาทิ้งท้ายอะไรเล็กๆน้อยก่อนกลับไปทำงานต่อ “ผมเตือนเจ้านายไว้...ในฐานะที่ผมเคยจีบคนน่ารักมาก่อน สู้ๆนะครับนาย” ดูเหมือนอะไรเล็กๆน้อยๆที่คังอินทิ้งไว้จะยิ่งใหญ่สำหรับยุนโฮ เพราะคำว่า คู่แข่งเพียบนี่แหละ ก็แจจุงหนะ นอกจากจะสวยบอบบางน่าทะนุถนอมออกขนาดนั้น ตอนยิ้ม ตอนหัวเราะ ตอนที่คุยกับเขา จะตอนไหนแจจุงก็น่ารักไปหมด ไม่รู้ว่าอีก 23ชั่วโมงที่ไม่เจอกัน แจจุงได้ไปโปรยเสน่ห์ใส่ใครโดยไม่รู้ตัวรึเปล่า
...ขอบใจนะคังอิน...ถ้าฉันจีบคนน่ารักของฉันสำเร็จ...ฉันจะส่งตั๋วเครื่องบินไปกลับ โซล-บาหลี 2 ที่นั่ง พร้อมพ๊อคเก็ตมันนี่...ให้นายกับอีทึก แผนกธุรการ คนน่ารักของนายไปสวีทหวานกันสองคนเลยเอ้า...
“พี่แจจุง...พี่แจจุงครับ” “มีอะไรเหรอยูซอน” ไหลบางไหวด้วยความตกใจเล็กน้อยพร้อมตอบรับคำลูกพี่ลูกน้อง ที่วันนี้เลิกเรียนเร็วมาช่วยงานที่ร้าน แต่จะเรียกว่าช่วยก็ไม่ถูกนักเพราะยูซอนมาขอให้เขาสอนทำขนมให้ต่างหาก
เชอาะ...แต่ก่อน จะสอนให้ทำช่วยนิดหน่อยทำเป็นอิดออด พอไปหลงคิมจุนซู เจ้าหญิงพระอาทิตย์ของโรงเรียน ต้องมากราบกรานขอให้เขาสอน แต่จุนซูก็น่ารักน่าเอ็นดูสมกับที่เจ้ายูซอนมันปลื้มนักปลื้มหนาจริงๆนะ
“ผมตีไข่ขาวแบบนี้ใช้ได้รึยังครับพี่” ยูซอนตามแจจุงมาดูส่วนผสมในห้องครัวที่เขาใช้ตะกร้อมือตีมาได้สักพัก แจจุงเอาตะกร้อมือที่ฝั่งตะกร้อปักอยู่กับส่วนผสม คนๆกวนๆแล้วถือตะกร้อตั้งขึ้น “ยังใช้ไม่ได้นะ...ตีอีกหน่อยนึงให้มันตั้งยอดแข็งๆกว่านี้” “...ผมไม่คิดเลยนะครับว่าทำขนมมันเหนื่อยได้ขนาดนี้” ยูซอนพูดพร้อมยิ้มบางๆแต่มือก็ยังตีส่วนผสมในอ่างไม่หยุด “ให้พี่สอนเนี่ยถือว่าดีแล้วยูซอน...ถ้านายไปเจอพวกอาจารย์พี่ที่กอดองเบลอร์นายจะเหนื่อยกว่านี้ 10 เท่า” “ถึงผมจะเหนื่อยแต่จุนซูพูดว่าอร่อยผมก็คุ้มครับพี่” “ถามหน่อยเถอาะยูซอน...มองเขามาทานขนมทุกวันแค่นี้นายก็มีความสุขเหรอ...นายจะบอกเขาเมื่อไหร่ว่านายชอบเขา” “โถ่พี่...ขืนผมทะเล่อทะล่าไปบอกเขาว่าชอบ...แค่เนี๊ยะ...มันจะประทับใจอะไรครับ...อีกอย่างแค่คำพูดน้ำหนักไม่เท่าการกระทำหรอก...ทุกอย่างที่ผมทำผมอยากให้จุนซูเขารู้ว่า...ผมรักเขามากจริงๆ” “แต่ถ้าไม่บอกแล้วมันจะรู้เหรอ...” “ทำให้เขารู้สึกก่อน แล้วค่อยบอกย้ำอีกทีดีกว่าครับ...ทำแบบนี้แล้วจุนซูจะได้ประทับใจ แต่ตอนนี้ที่ผมไม่บอกเพราะมันยังไม่ถึงเวลาแค่นั้นเอง” “แล้วเมื่อไหร่กันล่ะฮึ” แจจุงซักเซ็งกับเหตุผลของยูซอน แม้ลึกๆจะอดทึ่งไม่ได้ที่ความรักทำให้คนเรื่อยเปื่อยอย่างยูซอนเปลี่ยนได้ขนาดนี้ “คงต้องรอให้พี่เป็นแฟนกับพี่ยุนโฮก่อนล่ะมั๊ง” ยูซอนหัวเราะเบาๆพลางคว้ามือหยิบส่วนผสมอีกกะละมังหนึ่งมาเทใส่กะละมังที่เขาตีจนเมื่อย ในขณะที่แจจุงตาโตตกใจสุดขีด...นี่เขาเผลอตอนไหนจนเจ้าน้องบ้ารู้ฟระเนี่ย “ผมว่าพี่บอกเขาไปเลยว่าพี่ชอบเขา...รายนั้นเขาคงไม่ขัดข้องถ้าพี่จะบอกก่อน...ถ้าพี่รอไม่ไหวอ่ะนะ” ยูซอนเสริม มือถือพายยางคนส่วนผสมไป แล้วนึกในใจว่าแจจุงคิดว่าน้องชายที่สนิทกันมาหลายปี จะดูไม่ออกกับอาการแปลกๆหลังจากลูกค้าแพลตตินั่มนามว่าจองยุนโฮมาทานเค้กที่ร้านทุกเช้า ปางทีก็ยิ้ม ปางที่ก็ทำหน้าเบื่อๆเหม่อๆ บางทีก็ถอนหายใจ โดยเฉพาะสองอย่างหลัง เมื่อพี่ยุนโฮยังไม่บอกว่ารักหรือชอบให้พี่ชายเขาได้แน่ใจซะที ยูซอนคิดว่าพี่ยุนโฮคงรู้สึกไม่ต่างจากเขากับจุนซู...อยากบอกเหลือเกิน...แต่มันยังไม่ถึงเวลา แต่พี่ยุนโฮเนี่ยชักจะช้าไปแล้วเพราะเวลาที่เขารอ มันมารอเขาแทนแล้วน่ะสิ ฟากลูกพี่ลูกน้องคนสวยเขาก็ใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ ปากแข็งมัวแต่รอเขามาบอกอยู่ได้เนอาะ ถ้าใจร้อนก็บอกเองสิ ผู้ชายเขาก็เขินเป็นนะพี่(?) “พี่อยากให้เขาบอกมากกว่าเพราะพี่เองไม่แน่ใจ...ว่ามันคือมิตรภาพหรือความรัก” เมื่อยูซอนได้ยินแจจุงพูดแบบนี้ก็แทบจะทำกะละมังส่วนผสมคว่ำ “พี่ฮะ...เขาส่งสายตาบอกว่า...ชอบพี่...ชอบพี่...พี่ยังไม่แน่ใจอีกเหรอ...” “พี่ไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้นจนกว่าเขาจะบอกพี่เองว่าเขาคิดยังไง...ยูซอน...นายก็รีบๆบอกจุนซูว่านายเป็นคนทำเมนูพิเศษให้เขาไม่ใช่พี่ได้แล้วนะ” แจจุงพูดพร้อมเดินออกจากครัวไปหน้าร้าน ให้ยูซอนประท้วงอยู่ในใจ
ใจจริงผมก็อยากบอกจุนซูหรอกพี่...แต่ติดตรงที่ผมมันเป็นคนเย็นชาแสดงความรู้สึกไม่เก่ง...จุนซูเลยไม่ชอบผม...ผมเลยอยากจะทำอะไรสักอย่างให้จุนซูชอบผมบ้าง...เลยต้องมาเรียนทำขนมกับพี่...ให้จุนซูรู้สึกดีๆกับผม...แล้วผมจะได้บอกเขาว่าผมชอบเขามาก...
เมื่อแจจุงออกมานอกร้านก็ยังคิดไม่ตก จะชงกาแฟก็หยิบผิดหยิบถูก จะปั่นฟองนมก็เกือยหยิบถ้วยกาแฟไปปั่นแทนที่จะเป็นโถฟองนม จนชางมินบาริสต้าและพนักงานขายต้องมาเตือน จะหยิบเค้กให้ลูกค้าก็หยิบผิด จนซองมิน พนักงานเสิร์ฟต้องท้วง “พี่แจจุงเป็นอะไรรึเปล่าฮะ...ดูเหม่อๆชอบกล” จุนซูที่กำลังทานฟอนดันช็อคโกแล็ค ถามขึ้นทำให้แจจุงที่กำลังนั่งเหม่ออยู่ข้างๆรู้สึกตัว “แต่ถึงเหม่อพี่แจจุงก็ทำฟอนดันช็อคโกแล็ตได้อร่อยมากๆเลยครับ” จุนซูทานไปปากก็ชมไป แจจุงยิ้มให้กับท่าทางน่ารักๆ ความซื่อตรงต่อความรู้สึกของจุนซู คิดอะไรก็พูดไม่เหมือนคนๆนั้น
ตกลงนายจริงจังกับฉันแน่รึเปล่า...ฉันแค่อยากให้นายย้ำให้ฟัง...ให้ฉันแน่ใจว่าทุกอย่างของนาย...คือรักของฉัน
“พี่แจจุงฮะ...เอ่อ...ผมอยากดื่มน้ำครับ...เหนียวคอมากๆเลยฮะ” “เหรอ...พี่ขอโทษนะจุนซู ลืมไปว่าฟอนดันช็อคโกแล็ตมันเหนียวคอ...เดี๋ยวพี่ชงชาให้นะ” แจจุงลุกจากโต๊ะที่จุนซูนั่งไปชงชาที่แพนทรีหลังตู้แช่ขนมเค้ก “พี่แจจุงให้ผมช่วยไหมครับ?” ชางมินที่ยืนอยู่หลังเคานท์เตอร์ถามขึ้น ทว่ามีลูกค้าผู้หญิงถือใบออเดอร์มาคิดเงินพอดี “พี่ว่าชางมินไปคิดเงินให้ลูกค้าดีกว่านะ…ชงชาไม่ยากพี่ว่าพี่ทำได้นะ” แจจุงตอบอย่างนี้ชางมินก็เลยต้องทำตามเจ้านายสั่ง จริงๆก็ถูกอย่างพี่แจจุงว่าถ้าให้พี่แจจุงมาทอนเงินตอนนี้คงดูเลยศูนย์ในแบงค์พลาดต้องทอนผิดแหงๆ
แต่ว่า...แจจุงก็ยังไม่วายทำน้ำร้อนลวกมือจนได้ ความร้อน97องศาจากเครื่องชงกาแฟที่แจจุงเปิดมาชงชาทำให้มือขาวๆเปลี่ยนเป็นสีแดง และแสบร้อนจนต้องปล่อยถ้วยชาทิ้งแล้วร้องลั่น ชางมินหันมาอย่างตกใจ ยูซอนและจุนซูก็วิ่งมาดูอย่างรีบร้อน แต่ยังไม่ไวเท่าคนๆนึงที่ปกติจะไม่โผล่มาในเวลานี้...ลูกค้าแพลตตินั่มจองยุนโฮ “แจจุงคุณเป็นอะไรมากไหม” เสียงนุ่มทุ้มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกห่วงใย มือใหญ่ประคองมือบางๆที่บาดเจ็บอย่าระมัดระวัง “ปวดมากเลยยุนโฮ” แจจุงเบ้หน้ามืออีกข้างที่ไม่เป็นอะไรจับมือแดงๆที่โดนลวกไว้ ดวงตามีน้ำตาคลอหน่วย “เอาไอ้นี่ไปประคบแล้วไปหาหมอเถอาะครับ” ยูซอนยื่นถุงเจลแช่เย็นห่อผ้าขนหนูให้ยุนโฮมาประคบมือแจจุง “ไปครับแจจุงไปหาหมอกัน” ยุนโฮชวน “แล้วร้านล่ะ” “ฝากพวกผมได้ครับ” ยูซอนพูด
พอได้ยินที่ยูซอนยืนยันว่าจะดูร้านให้แจจุงก็วางใจตามยุนโฮไปหาหมอ ยูซอนก็ยืนส่งพี่ชายจนรถเลื่อนออกไป แล้วก็กลับเข้าร้าน ทว่ามีคนๆหนึ่งที่มีรอยยิ้มน่ารักทำให้เขาประทับใจตั้งแต่แรกเห็น คนที่แค่เห็นหน้าก็ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ คนที่ชอบทานขนมเค้กจนเขาต้องมาหัดทำกับพี่แจจุงทุกวันจนตอนนี้ทำเค้กได้เก่งกว่าเด็กผู้หญิง คนที่ทั้งโรงเรียนยอมเรียกว่าเจ้าหญิงพระอาทิตย์เพราะความน่ารักสดใส และคนๆคนนั่นก็ยืนยิ้มหวานขวางหน้าเขาไว้ ...คิมจุนซูกำลังยืนขวางหน้าเขา “ไงยูซอน...ใส่ชุดเหมือนเชฟเลยนะ...อย่าบอกนะว่านายเป็นปาร์ติชิเย่ของที่นี่” จุนซูทัก “...เป็นผู้ช่วยน่ะ” ยูซอนตอบหน้าตาย ทั้งที่หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบระเบิด ...ลืมไปสนิทว่าจุนซูก็อยู่...ความแตกซะแล้นนน...ยูซอนเอ๊ยยย....จุนซูจะโกรธเรารึเปล่าเนี่ย??? “ผู้ช่วยพี่แจจุงเหรอ?” จุนซูพยายามถามข้อมูลเพิ่ม โดยไม่รู้ตัวว่าท่ายื่นหน้าไปใกล้ๆ พยายามทำตาโตที่สุดเท่าที่จะทำได้กระพริบปริบๆ แล้วเลิกคิ้วอีกนิด ทำให้ยูซอนเริ่มหายใจติดขัด “ใช่” ยูซอนตอบสั้นๆ สภาพแบบนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว “ฉันว่า...เราต้องคุยกันยาวหน่อยล่ะนะยูซอน...ไปคุยกันในร้านดีกว่าเนอาะ...ฉันอยากคิดฟอนดันช็อคโกแล็ตไปด้วย” จุนซูพูดแล้วก็หัวเราะ หันหลังวิ่งเข้าร้านไป ทิ้งให้ปาร์คยูซอนต้องเดินเข้าร้านไปช้าๆอย่างกังวลใจ เพราะกลัวว่าจุนซูจะโกรธเขา
...อย่าโกรธ...อย่าเกลียดฉันนะจุนซู...อย่ามองฉันแย่กว่าที่นายมองฉันตอนนี้...เพราะฉันทนไม่ได้ถ้านายจะเกลียดฉัน...
มาทางด้านยุนโฮกับแจจุง ยุนโฮพาแจจุงไปยังคลินิคใกล้ๆ คุณหมอก็ใส่ยาทำแผลให้แจจุงโชคดีที่แจจุงมาเร็วจึงไม่เป็นอะไรมาก มือสวยไม่มีแผลพุพองแต่อย่างใด โดยที่ยุนโฮเฝ้ามองแจจุงอยู่ไม่ห่าง แถมตอนขึ้นรถยุนโฮยังใจดีเปิดประตูให้แจจุงซะด้วย “ขอบคุณครับ คุณยุนโฮ...จริงๆคุณไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้นะฮะ...ผมเกรงใจ” แจจุงพูดยิ้มๆ “ไม่เป็นไรครับ...” จากนั้นทั้งสองคนก็เงียบไป บรรยากาศในรถตอนนี้อึดอักกว่าขามาเสียอีก “คุณยุนโฮ/แจจุงครับ” ทั้งสองพูดพร้อมกัน “เชิญคุณยุนโฮพูดก่อนครับ” แจจุงว่า “แจจุงว่างไหมครับ...ผมอยากพาคุณไปแวะที่ๆนึง” “ได้สิครับ” ...ตอบแบบนี้จะเหมือนคนใจง่ายรึเปล่านะ...คิมแจจุง ยุนโฮขับรถพาแจจุงมาที่ทะเลสาบใกล้ๆแสงแดดอ่อนๆกับกระแสลมเบาๆ ตอนนี้พวกเขากำลังจอดรถพักอยู่ที่ศาลาพักริมทางไร้ผู้คน แจจุงนั่งพักที่เก้าอี้ในศาลาสายตามองทอดออกไปยังท้องน้ำเวิ้งว้าง หลับตาสูดลมบริสุทธ์ที่พัดโชยมาเต็มปอด ตั้งแต่เปิดร้านมาเขาก็ยุ่งตลอดไม่มีเวลาพักผ่อน ช่วงเวลาพักแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัส เช่นเดียวกับความรู้สึกอบอุ่นสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ผู้ชายชื่อจองยุนโฮ เพราะเขาเป็นน้องชายคนเล็กที่ได้รับการเอาอกเอาใจมากมาย แต่ก็ยังไม่เท่าความห่วงใยที่เขาสัมผัสได้จากคนๆนี้ และยิ่งได้รับมันมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็อยากตอบแทนความรู้สึกนั้นกลับให้ยุนโฮมากเท่านั้น แม้คิมแจจุงจะใส่ใจกับในขนมทุกชิ้นที่ทำ แต่กับจานของยุนโฮเท่านั้นที่จะใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเขารักยุนโฮมาก เพราะยุนโฮเป็นคนพิเศษ
แล้วคิมแจจุงจะเป็นคนพิเศษของยุนโฮได้ไหมนะ?
“แจจุงครับ...” เสียงนุ่มๆคุ้นเคยเรียกเจาให้ตื่นจากภวังค์และเมื่อแจจุงหันไปตามเสียงเรียกก็เห็นช่อดอกไม้สีแดง ดอกกุหลาบ... “ผมตั้งใจจะเอามาให้คุณเมื่อบ่ายแต่ดันเกิดเรื่องซะก่อน” “ขอบคุณครับ...สวยมากๆเลย...แล้วคุณยุนโฮเอามาให้ผมเนื่องในโอกาสอะไรเหรอครับ” แจจุงถาม “แจจุงไม่ทราบเหรอครับว่าดอกกุหลาบแดงมันหมายถึงอะไร...” ยุนโฮยิ้ม “ก็บอกผมหน่อยสิครับ” แจจุงยิ้มหวาน ทำไมจะไม่รู้ว่ากุหลาบแดงหมายถึงอะไร แต่เขาอยากให้ยุนโฮพูดคำนั้นให้ฟัง ยุนโฮได้ยินแจจุงพูดอย่างนี้เขาก็พอจะรู้แกวคนสวยจอมเจ้าเล่ห์ เอาเถอาะ เขาจัดให้แถมบริการพิเศษที่ยุนโฮได้กำไรเต็มๆ
ยุนโฮเคลื่อนศีรษะเข้าใกล้ริมฝีปากสัมผัสแจจุงอย่างรวดเร็วแต่ลึกซึ้งถอนออก มองตาของคนตรงหน้าแล้วพูดประโยคที่อยากฟังที่สุด “ผมรักคุณ...รักคิมแจจุงครับ”
5 โมงเย็นยุนโฮมาส่งแจจุงที่ร้านแล้วกลับไป แล้วเมื่อแจจุงเข้าร้านมาก็เห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง จุนซูกำลังนั่งคุยกับยูซอน ถึงเจ้าน้องรักมันจะไม่ค่อยพูด เพราะมันขี้อายกับคนที่ไม่สนิทและโดยเฉพาะคนที่ชอบ เลยดูเหมือนเฉยชา หยิ่ง แต่เอาเถอาะสำหรับยูซอนนี่ถือเป็นพัฒนาการที่ดีแล้ว “อ้าวพี่แจจุงมายืนทำอะไรตรงนี้ครับ คุณยุนโฮล่ะ” ชางมินเปิดประตูออกมาถามเจ้านายที่ยืนจดๆจ้องๆอยู่หน้าร้านอยู่นานสองนานไม่เข้ามาสักที “ยุนโฮกลับไปแล้ว แล้วพี่กำลังดูสองคนนั้นอยู่” “ยูซอนวิ่งออกมาช่วยพี่ที่แพนทรีจุนซูเลยรู้ตัว โดนสอบอยู่นานสองนานแต่ดูท่าทางคุณจุนซูจะไม่โกรธนะครับ” “ดีจังเลยนะยูซอน” “แล้วมือของพี่ล่ะฮะพี่แจจุง” “หมอบอกว่าไม่เป็นอะไร ต้องขอบคุณยูซอนที่มีสติเอาถุงเจลเย็นมาให้พี่ไม่งั้นพี่อาจจะแย่” “จริงด้วยครับ...มีคนฝากโน๊ตไว้ให้พี่ด้วย...เป็นคุณป้าที่ชอบมาตอนบ่ายๆนะครับ” ชางมินเปิดประตูเข้ามาในร้านนำแจจุงเข้ามาแล้วหยิบโพสต์อิทที่เขียนโน้ตของคุณป้าที่แจจุงรู้จักดี ลูกค้าคนแรกของร้านนี้ที่ซื้อขนมเค้กให้ลูกชาย และหลังจากนั้นก็ชอบมาทานเค้กตอนบ่ายๆเป็นประจำแถมยังซื้อกลับบ้านเยอาะแยะ แจจุงอ่านโน้ตแล้วก็แปลกใจพลางขอตัวชางมินไปโทรศัพท์ที่ห้องครัว “อย่าลืมนะยูซอน...นายต้องทำให้ฉันกิน 1 เดือนแลกกับที่ฉันจะไม่บอกใคร...ฉันจะโทรมาย้ำให้นายทำให้ฉันด้วยห้ามเบี้ยวห้ามลืมเด็ดขาดเลย” “อืม” เสียงกรุ๊งกริ๊งของประตูร้านเบาลงพร้อมกับคนน่ารักที่ออกจากร้านไป ตัวของคิมจุนซูกลับบ้านไปแล้วแต่ความอบอุ่นยังอยู่ สังเกตจากรอยยิ้มที่หุบไม่ลงของปาร์คยูซอนตอนนี้ก็ได้ “มีเรื่องดีๆเหรอยูซอน” ชางมินถาม “นั่นสิๆเล่าให้ฟังหน่อย” ซองมินที่เก็บจานเสร็จเดินเข้ามาสมทบ “พี่เองก็อยากรู้เหมือนกันนะยูซอน” แจจุงที่ออกมาจากครัวมาร่วมด้วยอีกคน “เขาถามผมว่าผมทำงานอยู่ที่นี่เพราะอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ถามผมว่าทำไมผมถึงไม่บอกใครผมก็เลยบอกว่าผมทำงานอยู่ที่นี่ตั้งแต่ร้านเปิดมาได้เกือบ3เดือนแล้ว มาเพราะแม่บอกให้มาช่วยพี่แจจุงที่ยังไม่มีลูกมือ แล้วที่ผมไม่บอกเพราะผมไม่อยากให้พวกผู้หญิงแห่กันมากวน แล้วเขาก็ถามอีกว่าเค้ารู้สึกแปลกใจมากที่อยู่ดีๆพี่แจจุงก็ให้เขาชิมขนมบ่อยๆผมเลยสารภาพกับเขาว่าผมเป็นคนทำเอง เขาก็ตกใจแต่เขาก็ไม่โกรธ เขาเลยบอกว่าจริงๆถ้าผมทำอร่อยก็น่าจะบอกเพื่อนๆ เขาบอกว่าสงสารผมอยู่เหมือนกันที่เพื่อนไม่ค่อยมี...ผมก็เลยย้ำอีกว่าผมกลัวว่าถ้าบอกไปผู้หญิงอาจจะมากวนเต็มร้าน รบกวนลูกค้าคนอื่นๆ แต่จุนซูเขาจะบอก ผมก็เลยแกล้งไม่ยอมเขาก็เลยยื่นข้อเสนอว่าผมต้องทำขนมให้เขาทาน 1 เดือนแล้วเขาจะไม่บอกใคร” “ถ้าอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีนะ” ชางมินว่า “นั่นสิ...จากนี้ไปก็ค่อยๆทำคะแนนไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็สำเร็จแน่” ซองมินให้กำลังใจ “เรื่องเค้กพี่จะช่วยเองนะ” แจจุงตบบ่ายูซอน “ขอบคุณมากครับพี่” ยูซอนโค้งขอบคุณ “เออยูซอน พรุ่งนี้วันเสาร์นายเปิดร้านคนเดียวไหวไหม...” แจจุงถาม “ได้สิครับ...ทำไมเหรอ” “พรุ่งนี้พี่มีนัดทานข้าวเช้าบ้านคุณป้า...เออเดี๋ยวพี่จะทำขนมไปให้ด้วยนานช่วยพี่หน่อยนะ มือยังรู้สึกตึงๆอยู่เลย” “ครับพี่...”
เย็นวันนั้นยูซอนรู้สึกติดใจอะไรบางอย่างแต่เขาก็ไม่พูดออกไป แต่เพราะตัวเองกำลังมีความสุขเรื่องของจุนซูจนไม่ทันสังเกตสีหน้าแจจุงที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา...
เช้าวันรุ่งขึ้นแจจุงช่วยยูซอนดูแลร้านและจัดการเรื่องเค้กรอรถของคุณป้ามารับเพราะคุณป้าทราบเรื่องแจจุงถูกน้ำร้อนลวกมือคงจะขับรถมาไม่สะดวกเท่าไหร่ และยูซอนเองก็ต้องดูร้านไปส่งไม่ได้ คุณป้าจึงส่งดองวอนมารับแจจุงที่ร้าน แม้ความจริงตัวแจจุงจะเป็นลูกคุณหนูเพราะพ่อของแจจุงเป็นเจ้าของโรงแรมใหญ่ แจจุงก็มีคนขับรถคอยรับคอยส่ง และมีบ้านหลังใหญ่ แต่แจจุงก็อดที่จะตกใจกับคฤหาสน์ของคุณป้าและเหล่าสาวใช้ที่ออกมาเข้าแถวต้อนรับไม่ได้ เมื่อรถมาเทียบหน้าบ้าน คุณแม่บ้านจึงเชิญแจจุงไปที่โต๊ะอาหารที่คุณป้า หรือคุณนายจองรออยู่แล้ว “ขอโทษนะจ้ะ...ที่ป้าเรียกหนูมาแต่เช้า...เพราะว่าป้าอยากจะเซอไพรซ์คนๆนึงสักหน่อย” คุณป้าที่นั่งตำแหน่งหัวโต๊ะยิ้มให้แจจุงอย่างเอ็นดู “ใครเหรอฮะ” แจจุงเอียงคอถามด้วยความสงสัย “ลูกชายป้า...คนที่แจจุงเคยทำเค้กให้ป้าไงจ้ะ” “เหรอครับ” พอได้ยินว่าเป็นใครแจจุงก็อดตื่นเต้นไม่ได้ “จริงๆแจจุงก็เคยเจอเขาแล้วไม่ใช่เหรอจ้ะ?” คุณป้าแปลกใจในท่าทางตื่นเต้นของแจจุงจึงถามออกไป “ไม่ครับ...ผมยังไม่เคยเจอลูกชายป้าเลยสักครั้ง” แจจุงตอบอย่างมั่นใจ “แจจุงเคยเจอเขาแน่นอน...แต่เขาคงไม่ได้บอกว่าเป็นลูกชายป้า” “ใครเหรอครับ” ยังไม่ทันที่คุณป้าจะตอบ เจ้าตัวคำตอบก็เดินลงมา ทั้งยุนโฮและแจจุงตกใจจนพูดไม่ออก คุณป้าหัวเราะกับท่าทางตกใจสุดขีดของเด็กสองคน โดยเฉพาะลูกชายที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เธอลุกเก้าอี้พาลูกชายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแจจุงแล้วตัวเธอก็เดินไปนั่งที่เดิม “แจจุงจ้ะ...ป้าขอแนะนำจองยุนโฮลูกชายคนเดียวของป้าจองยุนฮีเพื่อนสนิทของคุณแม่หนูคิมจีอัน...ยุนโฮนี่หนูคิมแจจุงลูกชายคนเล็กของเพื่อนแม่คนที่ทำเค้กวันเกิดปีนี้ให้ลูกจ้ะ”
หลังแนะนำตัวกันเสร็จทั้งสามก็ทานอาหารเช้าและคุยกันอย่างสนุกสนาน ทั้งเรื่องของแจจุง เรื่องของยุนโฮรวมถึงเรื่องของพวกแม่ๆ พอตกสายๆแจจุงก็ขอคุณป้ากลับไปดูร้านเพราะทิ้งให้ยูซอนดูร้านนานแล้ว ยุนโฮจึงอาสาจะไปส่ง “ยุนโฮ” ยุนฮีเรียกลูกชายก่อนจะเดินไปหาแจจุงที่ยืนคอยอยู่หน้าบ้าน “ครับแม่” “ลูกชอบแจจุงใช่ไหม” “แม่รู้ได้ไงครับ” “จริงๆแม่รู้เรื่องตั้งแต่ตอนที่น้ำร้อนลวกมือหนูแจจุงแล้วแม่ก็เห็นลูกวิ่งเข้ามา เห็นสีหน้าลูกตอนนั้นไม่ต่างจากตอนที่พ่อของลูกวิ่งมาดูแม่ตอนตกต้นไม้ แม่เลยคิดว่าลูกอาจจะชอบหนูแจจุง และพอเห็นปฏิกิริยาบนโต๊ะอาหารแม่ถึงมั่นใจ” “แล้วแม่จะห้ามไหมครับ” ยุนโฮถามอย่างเป็นกังวล ลึกๆแล้วเขาก็กลัวแม่จะไม่ยอมรับ แต่จองยุนฮีที่เข้าอกเข้ใจลูกชาย ยิ้ม แล้วพูดกับยุนโฮว่า “ถ้าแม่ห้ามแม่จะทำแบบนี้ทำไมล่ะ...จริงๆแม่ก็ชอบหนูแจจุงมากนะ” “แต่ผมน่ะ...รักเค้าครับแม่” ยุนโฮและยุนฮีหัวเราะอย่างเบิกบานแล้วยุนโฮก็ขอตัวไปส่งแจจุงที่ร้าน ทางด้านยุนฮีเธอเดินไปที่ห้องนั่งเล่นที่แม่บ้านจัดสำรับขนมเค้ก ซึ่งเค้กวันนี้เป็นเค้กที่แจจุงเอามาให้เมื่อเช้าซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเค้กสตรอเบอร์รี่ครีมสดสูตรของคิมจีอันคุณแม่ของแจจุง ยุนฮีทานเค้กพร้อมรอยยิ้ม “ตอนฉันเป็นเด็กบอกจีอันว่าถ้าเธอมีลูกลูกต้องทำขนมเก่งแน่ๆแล้วจะให้ลูกฉันแต่งกับลูกเธอ ฉันจะได้ทานขนมอร่อยๆทุกวัน...” คำพูดของคุณนายที่รักขนมหวานรองจากลูกชายของเธอกล่าวทำให้คุณแม่บ้านที่ยืนฟังอยู่อมยิ้ม “ตอนนี้ลูกชายฉันกับลูกชายเธอชอบกัน...ความฝันฉันก็คงเป็นจริงแล้วสินะ”
...จองยุนฮีคงลืมไปว่านอกจากเธอแล้วพรที่ยุนโฮขอแฟนตอนเป่าเทียนวันเกิดยังเป็นความจริงอีกด้วย...
ช่วงเช้าวันเสาร์ยังไม่ค่อยมีแขกมากนักแต่เมื่อสายๆคนก็เยอาะขึ้นโชคดีที่แจจุงกลับมาพอดีแม่ว่ามือจะเจ็บแต่ก็พอช่วยอะไรได้บ้าง พอเที่ยงๆคนก็ซาลง สองพี่น้องที่กำลังพักเที่ยงทานแซนวิชก็คุยกัน “พี่แจจุงจริงๆผมคิดตั้งนานว่าลืมถามอะไรพี่...แล้วผมก็คิดออกซะที” “อะไรล่ะ” “พี่เป็นแฟนกับพี่ยุนโฮแล้วใช่ไหม” “ใช่” แจจุงพูด ในขณะที่เสมองออกไปทางอื่น นี่แหละคิมแจจุงกำลังเขินอยู่หละ “ยินดีด้วยนะครับ” “พี่ก็ขอให้นายได้เป็นแฟนกับจุนซูเร็วๆล่ะ” จะเรียกว่าสมพรปากได้หรือเปล่าแต่เมื่อแจจุงพูดจบกระดิ่งประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงสดใสของจุนซูที่ตามหาขนมเค้กของยูซอน ยูซอนทักทายจุนซูด้วยท่าทางนิ่งๆแล้วเดินเข้าไปจัดขนมเค้ก แล้วแจจุงก็ออกมาคุยกับจุนซูที่โต๊ะเหมือนทุกที จุนซูถือว่านหางจระเข้ที่ปลูกไว้ที่บ้านมาให้แจจุงรักษามือแล้วก็ชวนคุยเรื่องต่างๆ “จุนซู...รู้รึเปล่าว่าวันนี้ยูซอนจะทำอะไรให้เธอกิน” “ไม่รู้ฮะ” จุนซูส่ายศีรษะไปมาแรงๆด้วยท่าทางน่ารัก “วันนี้เป็นเค้กสตอร์เบอร์รี่ครีมสด...แล้วรู้รึเปล่าว่ามันมีประวัติด้วยนะ” “ยังไงเหรอฮะ” “ก็นอกจากจะเป็นขนมของเพื่อนรักสองคนยังเป็นขนมแห่งพรหมลิขิตที่ทำให้ได้เจอกับคนรักด้วยหละ” “พี่แจจุงเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ” “ได้สิ...”
And the Story has just begun… My Simple Lifeคิดชื่อตอนเนี่ยยากชะมัด...^^ เพราะต้องครอบคลุมเนื้อหาส่วนใหญ่ให้ได้ทั้งหมด และเพราะจะเล่าเรื่องการดำเนินชีวิตของเราก็เลยใช้ชื่อนี้ เลียนแบบชื่อรายการดังของสาวไฮโซอย่าง ปารีส ฮิลตัน เมื่อวานไม่ได้มาอัพเพราะออกไปหาหมอผิวหนังรักษาสิวที่เดอาะมอลล์บางกะปิ ห้างยักษ์หน้าปากซอยบ้าน ปกติเราจะไปวันเสาร์แต่พอปิดเทอมก็ขอย้ายมาหาวันพฤหัสแทน เพราะเป็นวันที่คุณหมอคนเดียวกันมารักษาที่นี่ ที่ย้ายวันก็เพราะวันเสาร์คนเยอาะมากคิวยาวรอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้หา แล้วที่มาหาก็ไม่ได้มีแต่วันรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคน ก็ยังมาหาเรื่องสิว คนที่หน้าตาดูดีสะอาเเหมือไม่เป็นก็มาหา ใจจริงก็ไม่อยากจะไปหาหรอกค่ะ เพราะช่วงที่เป็นสิวเคยหาข้อมูลในเว็บบอร์ดเพื่อนยาก พันทิพด็อทคอม ห้องโภชนาการและความงาม เห็นคนเขาไปหาที่นี่กันเยอาะ แม่ก็เคยหา(แต่หาเรื่องอื่น)เลยไปหาที่นี่ แถมยังรู้เบื้องลึกของคลีนิคต่างๆว่า ยาที่เรากินๆทาๆกันอยู่เป็นเวชสำอางค์ที่สามารถหาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไป แต่คลินิคเหล่านี้จะนำมาแบ่งใส่ตลับเล็กๆขายแล้วบวกกำไรกว่าครึ่ง แต่ฉันใดก็ฉันนั้นเราคือปุถุชนคนธรรมดาไม่อาจรู้เรื่องหยูกยาเท่าแพทย์ อีกทั้งการซื้อยามาใช้เองนั้นไม่อาจสร้างความมั่นใจได้เท่าการหาหมอ นอกจากนี้หมอยังมีการรักษาอื่นๆเช่น ฉีดยา กดสิว แต้มยา(กรด) หรือทำทรีตเมนท์ ซึ่งได้ผลกว่าการทายาอย่างเดียว รวมถึงการทานยายังต้องให้แพทย์สั่งอย่าง โรแอคคิวเทนที่เราทาน ซึ่งไม่สามารถซื้อทานเองได้เพราะมีผลข้างเคียง เพื่อความงาม คน(อยาก)สวยอย่างเราจึงยอมหาหมอต่อไป มาที่เรื่องของวันนี้ประมาณบ่ายสองแม่เราทำถั่วแปบ อร่อยสุดยอดเลยอ่ะ ปกติถั่วแปบจะแป้งเยอาะไม่มีถั่ว แต่เพราะแม่เราทำเองเลยกระหน่ำใส่เต็มที่ใส่ถั่วจนเหลืองมองไม่เห็นแป้งเลย แต่ก็อร่อยดีนะ มาที่เรื่องสุดท้ายเรื่องของการอัพบล็อคหรือสเปซ อยากบอกว่ามีเรื่องที่อยากเขียนใส่เยอาะมาก จริงๆเราไม่สนเลยว่าจะมีคนมาอ่านไหม แต่เราอยากเขียนเอาไว้ ทำเหมือนไทม์แคปซูลที่เก็บเรื่องที่เราชอบๆในตอนนี้เอาไว้ เพราะเราเป็นคนเบื่อง่าย ตอนนี้เราชอบดาราเกาหลี ชอบเพลงนี้ อ่านหนังสือเล่มนี้ วันข้างหน้าเราอาจจะชอบอย่างอื่นไปแล้ว ตอนนี้เลยถึงอยากบันทึกมันเก็บเอาไว้เป็นเรื่องเป็นราว อีกอยากเรามีบทความบางส่วนที่พิมพ์ลงบอร์ด Aphotic อยากเก็บเอาไว้เลยเอามาใส่ที่นี่เผื่อวันไหนบอร์ดด๋อย กระทู้เดี้ยง จะได้มีที่นี่เอาไว้เป็นแฟ้มเก็บข้อมูล ที่ให้คนอื่นๆดูได้ แหมเราก็อยากให้คนอื่นๆรู้นี่นาว่าเราชอบอะไรบ้าง เพราะงั้นวันนึงๆเราอาจจะมาอัพหลายๆรอบหน่อย อย่างงนะ March 21 [DBSK-SF]Love Story...ตำนานรักโรงเรียนมัธยมTitle: Love Story...ตำนานรักโรงเรียนมัธยม
Category: Romance [Boylove]
Paring: Yuchun-DBSK/Junsu-DBSK
Rate: G
Talk: เรื่องนี้แต่งมากนานมากๆตั้งแต่ 28 ต.ค. 49 แต่เพิ่งเอาไปโพสในบอร์ด Aphotic ประมาณสองอาทิตย์ก่อน นึกสาเหตุอยู่นานว่าทำไมไม่โพสทั้งๆที่แต่งจบแล้ว มานึกได้ตอนที่คุณเบ๊นซ์บอกว่าช่วยเขียนตำนานร้านขนมต่อถึงนึกออก ว่าตอนนั้นจะรอแต่งตำนานร้านขนมเสร็จแล้วจะโพส เรื่องนี้ใช้เวลาแต่งเร็วมากแค่ 2 วัน เราดัดแปลงมาจากฟิคที่แต่งไว้อ่านเองในไดอารี่ซึ่งดัดแปลงมาจากการ์ตูนที่เคยอ่านอีกที แต่งขึ้นเพราะอยากทานครีมฟัพพ์ร้าน Beard PaPa มากๆ เป็นขนมที่เราชอบสุดๆแล้วก็อยากทานสุดๆ แต่ถ้าทานของหวานสิวอักเสบจะบุกเลยต้องอดไม่ทาน นี่ถ้าทานไปไม่เป็นไรคงซื้อทานทุกวันเพราะมาเปิดสาขาใกล้ๆบ้านด้วยหละ พูดถึงแล้วก็อยากทานจังเลยนะ ฉบับเขียนลงบอร์ดกับในไดอารี่เหมือนกันตรงลักษณะของตัวละครแต่วิธีการเล่าเรื่องต่างกัน ฉบับแต่งไว้อ่านเองแจจุงบทน้อยกว่านี้อีก แถมตัวละครหญิงไม่มีเลย แต่เราอยากลองแต่งแบบนี้ดูว่าจะใช้ได้ไหม แต่คนอ่านก็ไม่ว่าอะไรแสดงว่าใช้ได้
พูดไปพูดมาเดี๋ยวจะเล่าเรื่องเอาเป็นว่าไปอ่านกันดีกว่าเนอาะ...^^
คำเตือน:SF หรือ Short Fiction คือ เรื่องแต่งขนาดสั้นไม่เกิน 3 ตอน และเมื่อมันเป็นเรื่องแต่งก็ไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด มีไว้เพื่อความสนุกสนานเท่านั้นค่ะ
บรรยากาศยามบ่ายที่ฝนตกลงมาโปรยปรายในฤดูฝนที่เย็นฉ่ำแบบนี้ คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการดื่มกาแฟหรือชาอุ่นๆสักแล้ว และคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าทานไปกับขนมอร่อยๆ ............................................ คิมเฮบิน นักศึกษาปีหนึ่งคณะอักษรศาสตร์เอกวรรณคดีเองก็คิดเช่นนั้น วันนี้เธอถึงมานั่งทอดหุ่ยจิบกาแฟทานเค้กอร่อยๆที่ร้านขนมเค้กในย่านการค้าแห่งหนึ่ง เค้กอร่อยๆกับชาอุ่นๆในร้านที่คุ้นเคย ช่วยให้หญิงสาวได้คลายคลายความหนาวได้อย่างพอเหมาะ "ไงเฮบิน...ลมอะไรหอบเธอมาที่นี่ หืออ์?" เสียงเจ้าของร้าน คิมแจจุง แตะไหล่หญิงสาวแล้วนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆพร้อมส่งรอยยิ้มที่อบอุ่น "แหม...คุณน้าใจคอจะไม่ให้หลายสาวคนสวยแวะมาหน่อยเหรอคะ" เฮบินยิ้มกว้างแกล้งงอนน้าชายคนสวยเล่น "ก็ปกติไม่เห็นเธอจะมาเลยนี่นา...ตั้งแต่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนก็ไม่โผล่มา...ลืมสัญญากับน้าหมดเลย...เห็นแฟนดีกว่าน้า...โกรธแล้ว" หน้าชายคนสวยเองก็งัดมุกงอนแบบเด็กๆมาใช้บ้าง...เฮบินจึงอดหัวเราะไม่ได้เข้ามากอดคอน้าชายแล้วสบัดมือไปมาตรงหน้าคุณน้าที่กำลังอมลมอยู่ "โอ๋ๆๆๆคุณน้าขา...หลานสาวสุดสวยทำผิดไปแล้ว...ให้อภัยหนูด้วยนะคะ...มาๆเกี่ยวก้อยกันน๊า..." คุณน้าหันมายิ้มให้กับวิธีการของหลานสาว พลางส่งนิ้วก้อยให้นิ้วเล็กๆของน้าหลานเกี่ยวกันเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่โกรธกันแล้ว แต่จะให้ลืมเรื่องที่อยากรู้ คิมแจจุงไม่ยอมร๊อก~
"แล้วตกลงเธอจะตอบคำถามน้าได้รึยังว่าจู่ๆทำไมถึงโผล่มาจ๊ะ...หลานรัก?" "ก็...อากาศมันออกจะหนาวหนูเลยมาที่นี่เผื่อได้ทานกาแฟฟรีไงคะ" หลานสาวพูดแต่ตาเสมองไปนอกร้านไม่ยอมสบตาน้าชายที่พยายามเค้นหาความจริง แน่หล่ะร้านเขากับย่านมหาวิทยาลัยที่เฮบินอยู่ไม่ได้ใกล้กันสักนิด ต้องมีเรื่องที่ไม่สบายใจแน่ๆ และเรื่องที่ไม่สบายใจของเฮบินก็มีอยู่เรื่องเดียว
ก็เรื่องแฟนหนุ่มคนดี...ที่โทรมาปรับทุกข์เมื่อคืนนี้แน่ๆ...สงสัยที่แนะนำให้ไปเคลียร์กันกลายเป็นราดน้ำมันใส่กันโครมเบ้อเร่อ...ก็เลยต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่แหงแซะ
กริ๊ง~.....
เสียงกระดิ่งที่ติดประตูเป็นสัญญานว่ามีลูกค้าเข้าร้าน เรียกชายเจ้าของร้านจากโต๊ะไปต้อนรับลูกค้าที่กำลังมาใหม่ หลังจากที่ลูกค้าวัยมัธยมสั่งขนมและเครื่องดื่มเรียบร้อย พวกเธอก็เดินมาหาที่นั่งและพบกับรุ่นพี่ที่เคยอยู่ชมรมเดียวกันมาก่อน
"อ้าวพี่เฮบินนี่" เด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใหม่ร้องทักขึ้น "เออ...ใช่จริงๆด้วย...พี่เฮบินสวัสดีค่ะ" เด็กสาวอีกคนสนับสนุน "สวัสดีค่ะ พี่เฮบิน พี่ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะคะ" เด็กสาวคนที่สามเอ่ยชม "แหมเฮียวรี...ไม่ต้องชมหรอก...พวกเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ...อยู่ม.6แล้วสินะ...พี่เองก็คิดถึงเหมือนกันนะเนี่ย...เอ้านั่งก่อน..นั่งโต๊ะพี่นี่แหละ...เพิ่งบ่ายสองคงมีเวลาเม้าท์อีกยาว"
แล้วสี่สาวก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่เย็นฉ่ำไปด้วยสายฝน น้องม.6ทั้งสามคนผลัดกันยิ่งคำถามใส่รุ่นพี่ที่ปัจจุบันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยไปแล้ว ทั้งเรื่องเรียน เรื่องสังคม การสอบ รุ่นพี่เองก็ถามน้องถึงความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน และชมรมหนังสือพิมพ์ที่ทั้งสี่เคยทำกิจกรรมอยู่ร่วมกัน และเรื่องชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน จนมาถึงเรื่องๆหนึ่ง...
"พี่เฮบินคะ...ตอนนั้นที่หนูปิดสกู๊ปข่าวแรกหนูจำได้ว่าพี่พาหนูมาเลี้ยงขนมที่นี่แล้วพี่ก็เล่าเรื่องให้หนูฟัง...เรื่องของตำนานรักโรงเรียนเราหนะค่ะ...พี่จำได้ไหมคะ" "จำได้สิ...ทำไมเหรอ" "หนูอยากฟังค่ะ...พี่เฮบินเล่าให้พวกเราฟังนะคะ" น้องที่ชื่อยุนอาขอร้อง "ใช่ค่ะ...วันก่อนยุนอาเนี่ยแหละบอกว่าพี่เฮบินเล่าให้ฟังแต่ดันจำไม่ได้...เจอพี่เฮบินพอดีพี่เล่าให้เซจินกับเฮียวรีฟังด้วยนะคะ...พวกเราอยากรู้ค่ะ" เซจินก็เข้ามาร่วม "นะคะ...พี่สาวคนสวย" ทั้งสามคนประสานเสียงพร้อมเพรียง แถมสายตาอ้อนวอนอยากฟังเต็มที่ แบบนี้พี่สาวที่แสนดีคงจะปฏิเสธไม่ได้ เธอยืดหลังให้ตรง ยกแก้วกาแฟมาจิบกาแฟอุ่นๆให้ชุ่มคอ ก่อนเริ่มเล่าเรื่อง
"โอเคจ้ะพี่จะเล่าให้ฟัง..."
สมัยที่พี่อยู่ม.ต้นปีหนึ่ง มีรุ่นพี่คนนึงชื่อปาร์คยูซอนอยู่ม.ปลายปี2 เขาหนะเป็นผู้ชายที่หล่อ เก่งทั้งกีฬาและการเรียน แม้แต่ดนตรีรุ่นพี่คนนี้ก็เล่นเปียโนแล้วก็ร้องเพลงได้เพราะมากๆ แต่เขามีข้อเสียอยู่หนึ่งอย่างคือ เขามีมนุษย์สัมพันธ์ที่แย่มาก อ้อพี่ลืมบอกไป รุ่นพี่คนนี้ย้ายเข้ามาตอนม.ปลายปี1 แต่ผ่านไปหนึ่งปียังไม่มีเพื่อนสักคน และที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขาไม่ค่อยพูดกับใคร และที่สำคัญคือรุ่นพี่เขาแทบไม่เคยไม่ยิ้ม คือว่ารุ่นพี่ยูซอนอ่ะนะเป็นคนยิ้มยากสุดๆขนาดมุขตลกที่ทุกคนหัวเราะพี่เขาก็ยังนิ่งไม่ต่างอะไรกับรูปปั้น สาวๆที่มาทักทายหรือให้ท่าขนาดไหน พี่เขาก็เฉย ทุกคนเลยตั้งฉายาให้เขาว่า
---เจ้าชายน้ำแข็ง---
แต่ถึงรุ่นพี่ยูซอนจะเป็นเจ้าชายน้ำแข็งจะเย็นชาเท่าไร แต่สาวๆทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องก็ต่างไม่ละความพยายามที่จะคว้าเจ้าชายน้ำแข็งมาเป็นแฟน จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครที่จะละลายน้ำแข็งของเจ้าชายองค์นี้ได้สักคน พวกสาวๆที่ชอบรุ่นพี่ยูซอนพยายามหาทุกวิธีที่จะพิชิตใจพี่ยูซอนให้ได้จึงเฝ้าดูและสังเกตพี่ยูซอนจนเจอข้อสงสัย 4 อย่าง ก็คือ
1. รุ่นพี่ยูซอนไม่เคยมาสายแต่จะมาเฉียดเวลาก่อนไม่มากประมาณ15นาทีก่อนออดขึ้นห้องทุกวัน 2. รุ่นพี่ยูซอนจะออกจากโรงเรียนทันทีเมื่อออดหมดเวลาคาบสุดท้ายดัง ยกเว้นวันที่มีกิจกรรม เช่น เวรทำความสะอาด หรือซ้อมกับชมรมต่างๆ 3. รุ่นพี่ยูซอนจะมีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นกินที่หอมๆหวานๆ โชยออกมาเสมอ ...และ... 4. ไม่มีใครเคยเจอพี่ยูซอนนอกเวลาเรียนเลยซักคน
"หืออ์ ฟังดูลึกลับเนอาะรุ่นพี่คนเนี่ย" เซจินออกความเห็น "นั่นสิ...พี่เขาเป็นคนธรรมดารึเปล่าคะ.." เฮียวรีสงสัย เฮบินจึงยิ้มให้ "ถ้าอยากรูว่าธรรมดาหรือไม่ธรรมดาต้องรอพี่ตอนจบนะ...แล้วเธอค่อยตัดสินเอาเองว่าพี่ยูซอนคนนี้เป็นผู้ชายธรรมดา หรือผู้ชายที่วิเศษกันแน่"
ทุกคนโดยเฉพาะสาวๆพยายามสืบและไขปริศนาทั้งสี่ของเจ้าชายน้ำแข็งหวังที่จะพิชิตใจรุ่นพี่ยูซอนให้ได้ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถแก้ไขปริศนาทั้งสี่ข้อและละลายจิตใจเจ้าชายได้สักที จนสาวๆหลายคนเริ่มท้อพวกรุ่นพี่ม.6ก็หันไปเตรียมตัวเอนท์ทรานส์และเด็กชั้นปีอื่นๆก็หันไปเตรียมสอบทำคะแนนสำหรับปลายถาค และปริศนาก็ถูกเก็บไว้จนเปิดเทอม รุ่นพี่ยูซอนก็ขึ้นม.ปลายปี2
ทีนี้โรงเรียนเราเมื่อเลื่อนชั้นก็จะนำนักเรียนมากคละกันแล้วแบ่งห้องใหม่ใช่มั๊ย ปี2นี่แหละที่ทำให้รุ่นพี่ยูซอนโคจรมาพบกับ ---เจ้าหญิงพระอาทิตย์--- คิมจุนซู
"ขอโทษนะคะพี่เฮบิน...จุนซูนี่ชื่อผู้ชายไม่ใช่เหรอค่ะ" ยุนอาท้วง เฮบินหัวเราะเบาๆ "ก็แรกๆก็เรียกเจ้าชายอยู่นะ...แต่ถ้าเธอได้เห็นตัวจริงของรุ่นพี่จุนซู...พวกเธอจะยอมเรียกเขาว่าเจ้าหญิง...เผลอๆคงไม่คิดจะเรียกเจ้าชายตั้งแต่แรกเห็นด้วยซ้ำ" "ทำไมเหรอคะ" ยุนอาถามซ้ำ "รุ่นพี่จุนซูเขาสวย...ทั้งสวยทั้งน่ารัก สดใสเหมือนดวงอาทิตย์จริงๆ ถึงจะสวยสู้เจ้าของร้านเค้กร้านนี้ไม่ได้ แต่ผู้ชายที่ว่าแมนๆยังเอ็นดูเลยนะ" "แล้วพอเจ้าชายเจอกับเจ้าหญิงแล้วเป็นยังไงคะ" เฮียวรีพูด เฮบินถอนหายใจเบาๆแล้วเล่าต่อ...
ก็ยังไม่มีทีท่าปิ๊งอะไรหรอกจริงๆเจ้าหญิงของเราไม่ชอบเจ้าชายเลยด้วยซ้ำ เพราะรุ่นพี่จุนซูเป็นคนร่าเริงชอบพูดชอบคุย พอมาเจอรุ่นพี่ยูซอนที่นิ่งเงียบเหมือนก้อนหินก็เลยหงุดหงิด แต่พรหมลิขิตก็ชักพาให้ทั้งสองคนต้องมานั่งข้างกัน เพราะธรรมเนียมจับสลากเลือกโต๊ะของโรงเรียนเรานั่นแหละ ถึงรุ่นพี่จุนซูไม่ยอมก็ต้องยอม เพราะเปลี่ยนที่ไม่ได้
"แล้วเพราะนั่งติดกัน...สองคนนั้นถึงรักกันเหรอคะ" เฮียวรีถามบ้าง เฮบินส่ายหน้า "เปล่าหรอก"
ที่สองคนนั้นรักกันได้เพราะรุ่นพี่จุนซูชอบทานขนมหวานมาก ทุกเย็นจะต้องแวะร้านเบเกอรี่ทานเค้กหนึ่งจานก่อนกลับบ้านทุกวัน แล้วทีนี้รุ่นพี่จุนซูก็มีร้านประจำที่ชอบไปทานบ่อยๆร้านนึง เป็นร้านเปิดใหม่ในตอนนั่นเลยหละ แล้วรุ่นพี่จุนซูก็ชอบไปกินทุกวันเพราะร้านนั้นเขาขอให้รุ่นพี่ช่วยชิมขนมใหม่ๆให้ โดยที่รุ่นพี่จุนซูไม่รู้เลยว่าขนมสูตรใหม่ที่ทานอยู่ทุกวัน เป็นขนมฝีมือของรุ่นพี่ยูซอนทั้งนั้น
"ว้าว" สามสาวรุ่นน้องอุทานขึ้นมาพร้อมกัน
รุ่นพี่ยูซอนพยายามปิดบังรุ่นพี่จุนซูมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่รุ่นพี่จุนซูมาทานขนมที่ร้าน โดยให้ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นเจ้าของร้านช่วยออกไปเสิร์ฟให้แล้วเขาก็แอบดูปฏิกิริยาดูรุ่นพี่จุนซูจากในครัว แต่ความลับมันก็ไม่มีในโลก พี่จุนซูรู้จนได้ว่าพี่ยูซอนทำงานอยู่ที่นี่
"แล้วรุ่นพี่จุนซูรู้ได้ยังไงละคะ" เซจินถาม "เพราะว่าน้า...เอ่อ...ลูกพี่ลูกน้องของรุ่นพี่ยูซอนโดนน้ำร้อนลวกตอนที่กำลังชงชาให้รุ่นพี่จุนซูน่ะสิ รุ่นพี่ยูซอนเลยวิ่งออกมาจากครัวมาช่วย ส่วนรุ่นพี่จุนซูได้ยินเสียงร้องก็เลยวิ่งเข้ามาความลับเลยแตก" เฮบินตอบ
พอรุ่นพี่จุนซูรู้ว่ารุ่นพี่ยูซอนทำงานที่นี่ รุ่นพี่ยูซอนก็เลยขอให้รุ่นพี่จุนซูอย่าบอกใครโดยที่พี่จุนซูก็มีข้อแลกเปลี่ยนว่ารุ่นพี่ยูซอนจะต้องทำขนมให้ทาน 1 เดือน เหตุนี้แหละทั้งสองคนเลยสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำแข็งของเจ้าชายก็เริ่มละลายออกทีละน้อยๆเพราะความสดใสของเจ้าหญิง ทำให้รุ่นพี่จุนซูก็เริ่มรู้สึกถึงความอ่อนโยนภายใต้ความเย็นชาของรุ่นพี่ยูซอนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ เค้กที่รุ่นพี่ยูซอนทำให้รุ่นพี่จุนซูทุกจาน พี่ยูซอนจะทำมันด้วยความรักและความตั้งใจ รุ่นพี่ยูซอนจะจำทุกอย่างว่ารุ่นพี่จุนซูชอบอะไรไม่ชอบอะไร ถ้าอะไรที่พี่จุนซูไม่ชอบที่ยูซอนจะไม่ใส่ลงไปในเค้กเลย
"และตรงนี้แหละที่โรแมนติกมากๆ" เฮบินยิ้มกว้าง "ยังไงเหรอค่ะ" ยุนอาสงสัย "เพราะรุ่นพี่ยูซอนไม่เคยถามรุ่นพี่จุนซูว่าชอบหรือเกลียดอะไร...แต่พี่ยูซอนเขาเดาออกเหมือนอ่านใจรุ่นพี่จุนซู...ตรงนี้แหละที่พี่จุนซูเขาประทับใจมากเลยหละ" "โห...." สามสาวโห่ขึ้นพร้อมกัน
จนวันสุดท้ายของสัญญาหนึ่งเดือนรุ่นพี่ยูซอนเตรียมขนมพิเศษให้รุ่นพี่จุนซู แต่วันนั้นรุ่นพี่จุนซูมีงานที่โรงเรียนต้องทำเสร็จเย็นมากๆ กว่าจะไปถึงร้านก็แขวนป้ายCLOSEไปแล้ว รุ่นพี่จุนซูก็เลยนั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าร้านเพราะคิดว่ารุ่นพี่ยูซอนไม่รอ แต่ความจริงรุ่นพี่ยูซอนรอรุ่นพี่จุนซูอยู่นานแล้ว เขาเดินเข้าไปในร้านเพราะจะเข้าห้องน้ำพอออกมาก็เห็นรุ่นพี่จุนซูนั่งร้องไห้อยู่หน้าร้าน เลยต้องรีบพาเข้าไปทานเค้กเมนูพิเศษพร้อมกับสารภาพว่ารุ่นพี่ยูซอนมองรุ่นพี่จุนซูตั้งแต่เห็นครั้งแรกตอนพิธีปฐมนิเทศม.ปลายปี1 แต่ไม่กล้าเข้าไปคุย และพอรุ่นพี่จุนซูมาที่ร้านเค้กรุ่นพี่ยูซอนก็แอบดูอยู่ในครัว จนรู้ว่ารุ่นพี่จุนซูชอบทานเค้ก
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เลยขอให้ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นเจ้าของร้านช่วยสอนทำขนมให้ รุ่นพี่ยูซอนเลยต้องกลับบ้านเร็วและไม่ค่อยออกไปไหนจนพี่ยูซอนทำขนมได้ทุกอย่างจนเก่งแล้วก็ขอให้ลูกพี่ลูกน้องเอาไปเสิร์ฟให้รุ่นพี่จุนซูทาน จนรุ่นพี่จุนซูรู้ความจริง ทีแรกเขาก็กลัวว่ารุ่นพี่จุนซูจะโกรธแต่เขาก็ดีใจมากที่รุ่นพี่ไม่โกรธแถมยังให้พี่ยูซอนทำเค้กแลกกับการปกปิดความลับที่เขาทำงานที่นี่เป็นเวลาหนึ่งเดือน เพราะที่รุ่นพี่ยูซอนปิดเป็นความลับก็เพราะเขาอยากทำเค้กให้พี่จุนซูทานคนเดียวเท่านั้น
หลังจากสารภาพรุ่นพี่ยูซอนขอรุ่นพี่จุนซูเป็นแฟน รุ่นพี่จุนซูก็เลยตอบตกลงพร้อมให้รุ่นพี่ยูซอนสัญญาอีกข้อ
"สัญญาว่าอะไรค่ะ" ยุนอาถาม เฮบินเลยยิ้มแล้วตอบ "ก็สัญญาว่า..."
---นายต้องทำเค้กให้ฉันกินตลอดไป---
"โห...โรแมนติกชะมัดเลย" เฮียวรีฟังเรื่องจบเธอก็เคลิ้ม "นั่นสินะ...ฉันอยากมีเจ้าชายมาทำอะไรน่ารักๆให้ฉันแบบนี้บ้างจัง" เซจินเห็นด้วยพลางทำท่าเคลิมไปอีกคน ทำให้ยุนอากับเฮบินหัวเราะกับท่าทางของทั้งสองคน
~Dancing in Summer Paradise SARANGHAE Hi ya ya ya~ เสียงโทรศัพท์ของยุนอาดังขึ้น หลังจากที่คุยกับปลายสายสักครู่เธอก็ต้องเรียกเพื่อนๆทั้งสองคนกลับ เพราะชมรมเกิดปัญหาเล็กน้อยให้พวกเธอต้องกลับไปจัดการ เด็กสาวทั้งสามขอแลกเบอร์มือถือกับเฮบิน และกล่าวลากับเธอ
"ชอบเล่าเรื่องเก่าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะเฮบิน" แจจุงออกมาคุยเล่นอีกครั้งหลังจาก 3 สาวกลับไปแล้ว "จริงๆเธอไม่จำเป็นต้องใช้คำว่ารุ่นพี่ก็ได้มั๊ง...ยูซอนก็เป็นลูกพี่ลูกน้องน้า...เรียกว่าน้ายูซอนกับน้าจุนซูก็คงไม่ผิดนี่นา" แจจุงถาม "ก็น้ายูซอนไม่อยากให้น้าแจจุงเหนื่อยนีค่ะ...ขืนบอกไปว่าตำนานรักอันลือลั่นของโรงเรียนเกิดขึ้นที่นี่...น้าแจจุงจะเหนื่อยกว่าเดิม 10 เท่าแต่ขายเค้กได้เท่าเดิมเพราะต้องมาเล่าเรื่องให้สาวๆฟัง" เฮบินว่าแล้วไปจัดการกับกาแฟและขนมที่ยังเหลืออยู่ "งั้นน้าขอถามอะไรอย่างได้รึเปล่า...ไอ้เรื่องเนี๊ยะถามใครก็ไม่เห็นจะมีใครยอมตอบน้าซะที?" "เรื่องอะไรเหรอค่ะ" เฮบินหยุดทาน และเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความสงสัย "ก็เรื่องของยูซอนกับจุนซูมันเกิดขึ้นที่ร้านนี้แท้ๆแต่ทำไมมันถึงกลายเป็นตำนานรักของโรงเรียนมัธยมปลายที่จุนซูกับยูซอนอยู่ได้ล่ะ" "ก็ที่โรงเรียนน้ายูซอนเขาดังมากๆใครๆก็จับตามอง แล้วน้าจุนซูมาอยู่ใกล้ๆตัวน้ายูซอน น้ายูซอนก็เท่ห์ขึ้นเรื่อยๆ สวีทกันก็บ่อย ถึงไม่ต้องบอกเขาก็รู้ค่ะ และอีกอย่าง..."
~Someday I'll lay my love on you...~
เสียงโทรศัพท์ของเฮบินดังขึ้น คุยกันสักพักเฮบินก็ตกใจวิ่งออกไปนอกร้าน น้าชายก็ได้แต่แอบมองยิ้มๆ ผู้ชายตัวสูงๆยืนอยู่หน้าร้านคนนั้นคงต้องเป็นแฟนของหลานสาวของเขาแน่ๆ จะว่าไปเขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก...สมกับที่เป็นหลานสาวของเขานั่นแหละที่เลือกคนได้เก่ง...ที่ทะเลาะกันมันก็เรื่องเล็กน้อยของคนรัก...ดูสิ...ยัยเฮบินยิ้มออกแล้ว
เฮบินเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม พลางจะช่วยคุณน้าเก็บจาน "ไม่ต้องหรอกเฮบิน" น้าชายปฏิเสธ "แล้วค่าขนมหละคะ" "เธอจ่ายให้พวกน้องๆแล้วส่วนของเธอน้าเลี้ยงเอง...ว่างๆก็แวะมากินได้นะ" แจจุงยิ้มให้ "ถ้างั้นเพื่อเป็นการตอบแทนหนูจะบอกเหตุผลอีกข้อที่น้าแจจุงสงสัย..." เฮบินยิ้มแล้วกระซิบที่ใบหูสวยๆของน้าชาย
---เพราะตำนานที่นี่น่ะมันมีอยู่แล้วนะสิคะ...เรื่องของเจ้าของร้านสุดสวยกับลูกค้าสุดหล่อนั่นไง---
"หนูไปนะคะ...วันหลังจะมาใหม่ค่ะ" เฮบินหยิบเสื้อแจ็คเก็ตและกระเป๋าแล้วเปิดประตูเดินออกไปอย่างสดใส พร้อมกับท้องฟ้ายามเย็นที่ฝนหยุดตกแล้ว
ในขณะที่คุณน้าเจ้าของร้าน...ก็เก็บจานและฮัมเพลงอย่างมีความสุข...
END or TBC ? March 20 บล๊อคตัดริบบิ้น...เปิดสเปซใหม่อย่าง(ไม่)เป็นทางการตอนที่ฉันเขียน ฉันกำลังหัวเราะอยู่ค่ะ^^
ไม่เคยต้องมานั่งร่างบนกระดาษแบบนี้ ขนาดตอนฉันแต่งFicฉันก็พิมพ์ลง Word เลยไม่เคยร่าง หรือถ้าร่างก็น้อยครั้งมากๆ
เพราะทุกครั้งที่ฉันร่างแล้วเอามาเขียนจริง ฉันจะเขียนคนละแบบกับที่ร่างเอาไว้
แต่คราวนี้ ฉันจะเอาตัวที่ฉันร่างไว้มาเขียนในสเปซนี้จริงๆค่ะ
ฉันเลยหัวเราะ เพราะฉันเขินที่ต้องมาเขียนอะไรแบบนี้นั่นแหละ
ก่อนหน้านี้ฉันเคยเขียนสเปซแล้ว แต่เพราะความขี้เกียจและอะไรหลายๆอย่าง ทำให้ฉันไม่ได้อัพ
ฉันเลยลบสเปซอันเก่าทิ้งแล้วเริ่มต้นเขียนใหม่
เพราะตอนนี้ฉันปิดเทอม แล้วก็มีข้อมูลมากพอที่จะใส่ลงในสเปซนี้ ยังไงก็ติดตามอ่านด้วยนะ
สำหรับข้อมูลที่รออยู่ของฉันเป็นข้อมูลที่โพสลงในบอร์ด http://board.thaimisc/aphotic ทั้งข่าวและข้อมูลของดาราเกาหลีที่ฉันชอบ
ฟิคสั้นๆที่เพิ่งโพสแต่กระทู้ด๋อย ฉันจะรีบมาลงในสเปซก่อน จากนั้นก็จะดูความเหมาะสม และถ้ามีข่าวอื่นๆก็จะเอาลงอีกค่ะ
และบางอย่างที่ฉันโพสลงไปก็เป็นไฟล์ที่สามารถดาวน์โหลดได้ แต่ถึงจะดาวน์โหลดไปก็อย่าลืมซื้อแบบลิขสิทธ์ด้วยนะค่ะ ถ้าชอบ
แล้วข้อมูลอาจเป็นข้อมูลที่ทุกคนทราบแล้วแต่ฉันก็อยากโพสไว้ค่ะ...เพราะฉันจะเก็บไว้เหมือนแคปซูลกาลเวลาในการ์ตูน ว่าวันที่เท่านี้ฉันชอบไอ้นี่ เคยเป็นแบบนี้ฉันเลยโพสลงไปไงคะ
สุดท้ายจริงๆคือ ฉันจะใช้ชื่อในสเปซเหมือนชื่อที่เพื่อนๆในบอร์ดเรียกฉันว่า มิบุ ถ้าใครรู้จักฉันในชื่ออื่นทั้งชื่อจริงหรือนามแฝงก็อย่างงนะจ๊ะ
|
|
|